Sunday, August 22, 2010

OTOP Midyear 2010 ตอน 2


ไปมาอีกแล้วค่ะเพื่อนๆ เมื่อวานยังเดินไม่ครบทุกภาควันนี้ก็เลยถือโอกาสไปอีกครั้ง บรรยากาศของงานวันนี้ผู้คนคึกคักกว่าเมื่อวานเนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์


วันนี้มีภาพเขียนสีน้ำมันชื่อ "โมนาลิซ่า" (MONALISA) มาฝากเพื่อนๆ ได้ชมกัน ด้วยความประทับใจส่วนตัว เห็นปุ๊บก็รีบเข้าไปขอถ่ายรูปทันที พร้อมกับสัมภาษณ์คุณสมไชย เจ้าของภาพซึ่งเป็นผู้เขียนภาพนี้ด้วยตัวเอง คุณสมไชยเล่าว่า กว่าภาพนี้จะสำเร็จได้ต้องเขียนภาพเล็กก่อนประมาณ20ภาพ ถึงค่อยลงมือเขียนใหญ่ขนาดนี้ได้(ต้องขอโทษเพื่อนๆด้วยที่ลืมถามขนาดของภาพมา) ภาพนี้ใช้สีน้ำมัน และใช้เกรียงแทนพู่กัน ว่าแล้วคุณสมไชยก็เดินไปหยิบเกรียงมาสามอัน ซึ่งมีขนาดไม่เท่ากัน คุณสมชัยบอกว่า ถ้าเป็นบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูงก็จะต้องใช้เกรียงที่มีขนาดเล็กลงไปอีก เช่นบริเวณดวงตา รอบดวงตา เป็นต้น อ้อ..คุณสมไชยก็เคยได้มีโอกาสบินไปชมภาพโมนาลิซ่าของจริงที่ฝรั่งเศสมาแล้ว โอ้โห พี่เค้านี่ใจรักซะจริงๆ..ภายในร้านของคุณสมไชย มีภาพเขียนจัดแสดงอยู่หลายภาพ แต่ละภาพล้วนเป็นฝีมือของคุณสมไชยทั้งนั้น และที่สำคัญ นอกจากภาพโมนาลิช่าที่มีความสวยงาม ดูลึกลับ จนทำให้ทิพย์ต้องหยุดมอง และเดินเข้าไปสัมผัสแล้ว สิ่งที่ทำให้ทิพย์ต้องตะลึงอีกครั้งก็คือ ราคาของภาพนี้ค่ะเพื่อนๆ คุณสมไชยเค้าตั้งราคาของภาพนี้ไว้สูงมากเลยทีเดียว คือ 5ล้านบาทค่ะ ขอย้ำนะคะเพื่อนๆ ว่า "5 ล้าน" ซึ่งคุณสมไชยบอกว่า จริงๆก็ไม่อยากขายเท่าไหร่ เพราะคิดว่าจะไม่เขียนภาพนี้อีกแล้ว แต่ถ้ามีใครที่เค้าชอบภาพนี้จริงๆ ก็จะขายให้ เรื่องราคาก็ต่อรองกันได้ (เป็นธรรมดาค่ะ ศิลปินมักจะชอบสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ) คุณสมไชยบอกว่า ภาพนี้ถ้าเก็บไว้นานขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งสวย ถ้ามีรอยแตกเล็กๆ ที่ใบหน้าของโมนาลิซ่าด้วยจะดูสวยและใกล้เคียงกับภาพต้นฉบับของลีโอนาโด ดาวินชี่ อีกด้วย..บอกได้เลยว่า สวยจริงๆ ค่ะเพื่อนๆ ยิ่งพอทิพย์ได้เห็นคุณสมไชยอธิบายถึงผลงานของตัวเองแล้วรู้ได้เลยว่า คุณสมไชยมีความภูมิใจในผลงานของเขามาก เขาพร้อมจะนำเสนอ อธิบายถึงความเป็นมาเกี่ยวกับผลงานของเขาอย่างเต็มใจ โดยไม่คำนึงว่าเราจะซื้อผลงานของเขาหรือไม่ เหมือนเป็นความสุขของผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานที่ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานแก่ผู้ที่สนใจ นี่แหละค่ะที่ทิพย์ประทับใจในความเป็นศิลปินของคุณสมไชย


วันนี้ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมา นอกจากภาพถ่ายรูปโมนาลิซ่าจากร้านของคุณสมไชย และภาพบรรยากาศวันที่สองของงาน แต่ก็ยังแอบวางแผนไว้ว่าจะไปอีกครั้งตอนใกล้ๆวันสุดท้าย เผื่อราคาสินค้าจะถูกลงกว่าเดิมอีกหน่อย อิอิ..

Saturday, August 21, 2010

ชมงาน OTOP Midyear 2010-21ส.ค.53







วันนี้มีโอกาสได้เข้าชมงาน OTOP Midyear 2010 ที่เมืองทองธานี ซึ่งจัดงานวันนี้เป็นวันแรก หลังจากที่เคลียร์งานเสร็จเรียบร้อย ทิพย์กับพี่แป้นก็รีบเดินทางไปกันทันที


บรรยากาศของงานในวันนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก ในงานมีการจัดนิทรรศการและการแสดงการสาธิตกระบวนการผลิตโอทอปจากทุกจังหวัด มีร้านอาหารจำหน่ายมากมาย ทิพย์เริ่มเดินชมงานจากชาเลนเจอร์1 ซึ่งเป็น OTOP ของภาคอีสานและภาคเหนือ สินค้าที่แสดงส่วนใหญ่เป็นผ้าไหม และผ้าฝ้าย ของใช้ ของตกแต่งบ้าน


ทิพย์เดินดูสินค้าแต่ละร้านไปเรื่อยๆ เจอสินค้าชิ้นไหนถูกใจก็ซื้อไว้ อ้อ เกือบลืมบอกไปว่า ต่อราคาได้ด้วยนะ (อาศัยว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน ก็เลยได้ส่วนลด ฮ่าๆๆ..) อันที่จริงทิพย์ว่าราคาสินค้าก็ไม่แพงนะ แต่ถ้าลดได้ก็ดี อิอิ..


ที่บูธของ จ.นครราชสีมา ทิพย์ได้ฝึกหัดทอผ้าไหมด้วยล่ะ มีกลุ่มแม่บ้านเป็นผู้สอนให้ และผ้าผืนที่ทอได้จะนำไปประมูล เนื่องจากเป็นผ้าไหมพันมือ(คาดว่าจะมีผู้สนใจฝึกทอเป็นพันคน) และผู้ที่ฝึกทอผ้าไหมต้องลงชื่อไว้ด้วย


หลังจากที่เดินชมงานอยู่หลายชั่วโมงปรากฎว่า ยังเดินดูร้านค้าได้ไม่ครบทุกภาค ได้เพียงร้านค้าที่มาจากภาคอีสานและภาคเหนือ พี่แป้นก็ชวนกลับ ทิพย์ก็เลยคิดเอาไว้ว่าก่อนจะครบกำหนดจัดงานในวันที่29ส.ค.53 จะต้องหาเวลามาชมงานอีกครั้งให้ได้


  • สรุปว่าวันนี้ทิพย์หมดเงินไปเยอะเลย แต่ก็ได้ของมาหลายชิ้น ถือว่าทิพย์ได้มีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติ และช่วยเหลือให้กลุ่มผู้ผลิตโอทอปทั้งหลายได้มีกำลังใจในการผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายอีกด้วยนะ ^___^


Friday, August 20, 2010

เรื่องเล่าจากวันหยุด

เรื่องราวที่จะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวว่าควรจะจองตั๋วล่วงหน้า เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากใครก็ไม่รู้(เพราะหาต้นตอของผู้กระทำไม่เจอ..โยนกันไปโยนกันมา..)

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งทิพย์จะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด(จ.บุรีรัมย์) แต่บังเอิญว่าเป็นการเดินทางแบบกระทันหันไม่ได้จองตั๋วรถล่วงหน้าเอาไว้ แถมเป็นช่วงวันหยุดยาวอีกต่างหาก ค่ำวันนั้นตัดสินใจไปใช้บริการรถที่หมอชิต ไปถึงก็ตรงไปซื้อตั๋วที่ช่องบริการเลยค่ะ คิดว่าคงต้องได้รอนานแน่ๆ เพราะเราไม่ได้จองตั๋วไว้ เที่ยวแรกๆ คงจะเต็มหมดแล้ว แต่พอไปถึงพนักงานบอกว่า รถจะออกอีกประมาณ 10 นาที เป็นรถปรับอาศชั้น 1 ถ้าสนใจจะเดินทางในเที่ยวนี้ ก็ต้องจ่ายเงินค่าบริการ 340 บาท ซึ่งเป็นค่าบริการในอัตราปกติจากกรุงเทพฯไปบุรีรัมย์ (เพราะทิพย์เคยใช้บริการมาแล้วหลายครั้ง) ก็เลยตกลงซื้อตั๋วทันที จากนั้นก็รีบไปยังชานชาลาเพื่อขึ้นรถ ไปถึงก็งงๆ เพราะรถที่เห็นกลับไม่ใช่รถ ป.1 อย่างที่เราเคยนั่ง ก็แปลกใจนะ แต่ก็เดินขึ้นไปแบบงงๆ อย่างนั้นแหละ ขึ้นบนรถก็ได้ยินผู้โดยสารที่นั่งอยู่คุยกันว่าทำไมเค้าถึงเอาเปรียบมากขนาดนี้ ตอนขายตั๋วบอกว่าเป็นรถปรับอากาศชั้น 1 แต่พอขึ้นรถจริงๆ กลับเป็นรถ ป.2 สภาพแตกต่างกับรถ ป.1 มาก เราก็เลยขอดูตั๋วของคนที่นั่งข้างๆ เออ เราไม่ได้ขึ้นผิดคันแน่ๆ สักพักก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปพูดกับพนักงานบนรถถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารทุกคน ว่าพวกเราทุกคนโดนเอาเปรียบนะ จากนั้นก็พากันลงชื่อ คิดว่าจะต้องเอาเรื่องกับบริษัทนี้แน่ๆ (น้องเค้าบอกว่าจะฟ้อง สคบ.) พอเกิดปัญหาแบบนี้พนักงานก็เลยติดต่อไปหาใครก็ไม่รู้ และอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เอาเงินมาคืนผู้โดยสารทุกคนๆ ละ 100 บาท และเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ กว่าจะได้ออกเดินทางทิพย์ต้องนั่งรออยู่บนรถเกือบสองชั่วโมง เข็ดกับการเดินทางแบบกะทันในช่วงเทศกาลไปเลย

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ทิพย์คิดนะว่า ไม่รู้ว่าจะมีคนที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้กันอีกกี่คน ทุกๆเทศกาลหรือวันหยุดติดต่อกันหลายวันเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วกี่หน แล้วจะมีซักกี่ครั้งที่ผู้โดยสารอย่างเราจะกล้าทวงคืนความเป็นธรรมให้กับตัวเอง นึกชื่นชมในความกล้าของน้องผู้หญิงคนนั้น และอีกหลายๆ คน เมื่อใดที่เราถูกเอารัดเอาเปรียบเมื่อใดที่รู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น และเราไม่ยอมรับกับการกระทำนั้น เราร่วมมือกันต่อต้าน ต่อสู้เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นตัวอย่างของการรวมพลังกันของคนกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถเรียกร้องให้ผู้ที่เอารัดเอาเปรียบต้องหันกลับมามองว่า พวกเขาไม่ควรจะทำอย่างนั้นอีก เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับมันอาจไม่คุ้มกับความเสียหายในอนาคต และพวกเขาก็ควรปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม มีความซื่อสัตย์กับอาชีพของเขาจะดีที่สุด

ถ้าในสังคม คนทุกคน ทุกอาชีพ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและสังคมแล้ว สังคมนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว..

Thursday, August 19, 2010

เที่ยวงานแห่เทียนวันเข้าพรรษาที่บุรีรัมย์


ปีนี้มีโอกาสได้ไปดูงานแห่เทียนวันเข้าพรรษาที่ จ.บุรีรัมย์ (27ก.ค.53) แต่ก่อนที่จะเล่าถึงบรรยากาศของงาน ต้องขอพูดถึงวันเข้าพรรษาก่อนซักนิดนึง วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่า จะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา พิธีเข้าพรรษานี้ ถือเป็นขัอปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา


ไปดูงานแห่เทียนพรรษาครั้งนี้ จุดที่ไปยืนชมเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนแห่ อยู่ข้างเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ขบวนจะเคลื่อนไปรอบเมือง ผ่านหอนาฬิกา ตลาด สถานีตำรวจ และกลับมาสิ้นสุดที่เดิม แต่บอกก่อนว่าทิพย์ไม่ได้เดินไปพร้อมกับขบวนแห่หรอก เพราะจากที่ประมาณระยะทางแล้วก็ไกลพอสมควร (สำหรับทิพย์นะ) ก็ได้แต่ยืนดูที่จุดเริ่มต้น โชคดีที่วันนั้นช่วงเช้าครึ้มฟ้าครึ้มฝน บางครั้งก็ฝนตกปรอยๆ บางครั้งแดดออกแต่ก็ไม่ร้อนมากนัก บรรยากาศของงานสนุกมากๆ (สังเกตุจากชาวบ้านที่มาในขบวนแห่ ทั้งเต้น ทั้งรำ น่าสนุกดี) เพื่อนบอกว่ามีประกวดขบวนแห่ด้วย แต่ละขบวนมาจากวัดต่างๆ มีการตกแต่งต้นเทียนอย่างสวยงาม มีนักเรียนเข้าร่วมในขบวนแห่ด้วย ซึ่งทิพย์คิดว่าดีนะ เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีไทย อย่างน้อยก็ไม่สูญสลายไปตามกาลเวลา หรือลงลืมกันไปเพราะหันไปนิยมวัฒนธรรมต่างชาติกันซะหมด


สรุป ไปเที่ยวงานแห่เทียนวันเข้าพรรษาครั้งนี้รู้่สึกภูมิใจในความเป็นไทย ประเทศเรามีอะไรดีๆ ที่ประเทศอื่นไม่มีอย่างเรา คนไทยเราก็มีใจรักในประเพณีของเราและยังร่วมกันสืบทอดเอาไว้ไม่ให้สูญหายไปอีกด้วย ต่อให้อีกร้อยปี หรือหลายร้อยปี ประเพณีแห่เทียนพรรษาก็ยังคงจะมีอยู่คู่กับบ้านเมืองเราสืบไป


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก th.wikipidia.org


Friday, May 21, 2010

ศึกษาดูงานต่อต้านยาเสพย์ติด อุดร-หนองคาย-ลาว


ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านหัวหน้าฝ่ายทะเบียน (ฝ่ายเชาวนาท) ที่กรุณาให้ทิพย์ได้มีโอกาสเข้าร่วมในโครงการศึกษาดูงานต่อต้านยาเสพย์ติดในครั้งนี้ด้วยค่ะ เดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ฝ่ายทะเบียนของเราส่งตัวแทนเข้าร่วมในโครงการจำนวน 7 คน (พี่สมชาย พี่ปัญญา พี่แป้น พี่ติ๋ม พี่ตี๋ ก้อย ทิพย์) รถออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ 6พ.ค.53 เวลาประมาณทุ่มครึ่ง ถึงวัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคายก็ประมาณ6โมงเช้าของวันที่7พ.ค.53 หลังจากปฏิบัติภารกิจส่วนตัวเสร็จก็ร่วมกันรับประทานอาหารเช้าที่วัดโพธิ์ชัย (ข้าวต้ม ต้มเลือดหมู กาแฟ โอวัลติน) และนมัสการหลวงพ่อพระใส
วัดโพธิ์ชัย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย ประวัติวัดโพธิ์ชัย เดิมชื่อวัดผีผิว วัดนี้ใช้เป็นที่เผาผีหรือเผาศพ และมีผีดุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดโพธิ์ชัยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน ชั้นหลังหล่อด้วยทองสุก(ทองคำที่มีเนื้อทองคำบริสุทธิ์ประมาณ92เปอร์เซนต์ สีทองคำจะมีสีเหลืองเข้มเรียกว่า สีทองสุก) มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง2คืบ8นิ้ว สูงจากเบื้องล่างพระชงฆ์ถึงยอดพระเกศา 4คืบ1นิ้ว มีห่วงกลมขนาดหัวแม่มือจำนวน3ห่วง ติดกับพระแท่นซึ่งหล่อติดกับองค์พระใสสำหรับผูกเชือกติดกับยานเวลาอัญเชิญลงมาแห่รอบเมืองให้ประชาชนได้สรงน้ำในวันสงกรานต์ หลวงพ่อพระใสจัดสร้างขึ้นโดย พระราชธิดาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งล้านช้าง ทั้ง3พระองค์ คือ พระสุก พระเสริม และพระใส พระสุกนั้นได้จมลงที่แม่น้ำโขง ขณะอัญเชิญลงมายังกรุงเทพ บริเวณที่พระสุกจมลงชาวบ้านจึงเรียกว่า เวินพระสุก ซึ่งปรากฎอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนพระเสริมนั้นได้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดปทุมวนาราม
หลังจากที่นมัสการหลวงพ่อพระใสเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปศึกษาดูงานต่อต้านยาเสพย์ติด ณ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี และเดินทางเข้าสู่ประเทศลาว ที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันกับประเทศไทยเรา ไกด์สาวชาวลาวพาเราเข้าชมและนมัสการหลวงพ่อวัดสีเมือง จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดพระแก้วซึ่งเดิมเคยประดิษฐานพระแก้วมรกตซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ในประเทศไทย ผ่านประตูชัย(ในภาพด้านบนคือประตูชัยของประเทศลาวค่ะ)เดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุหลวง และกลับเข้าสู่ประเทศไทยในเวลาเย็น เข้าพักค้างคืนที่โรงแรมบ้านเชียง อ.เมือง จ.อุดรธานี เช้าวันที่8พ.ค.53 เดินทางไปศึกษาดูงานต้านยาเสพย์ติดและโครงการศิลปาชีพบ้านกำแมด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เข้าเยี่ยมชมโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้านกำแมด ต่อจากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาดูงานเครือข่ายชุมชนแก้ไขปัญหายาเสพย์ติดบ้านสวนมอญ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และเดินทางกลับที่พัก ณ โรงแรมบ้านเชียง เช้าของวันที่9พ.ค.53 เดินทางกลับกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ ถึงกรุงเทพเวลาประมาณ2ทุ่ม

สรุป ในการเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ประทับใจกับการต้อนรับของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้าน คือ ชาวบ้านกำแมด และชาวบ้านสวนมอญ ทุกคนดูเป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ที่ประเทศลาว ได้เห็นนักเรียนนักศึกษาชาวลาวนุ่งผ้าถุงไปเรียน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศลาวเค้าได้ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้ลูกหลานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของประเทศเอาไว้ เราชาวไทยน่าจะหันมาอนุรักษ์วัฒนธรรมของเรากันบ้าง อย่างเช่น เปลี่ยนจากกระโปรงสั้นสูงเหนือเข่า เสื้อรัดรูป มาเป็นนุ่งผ้าถุงพื้นเมือง หรือไม่ก็แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของแต่ละภาคไปเรียนน่าจะดีน่ะ แต่ที่แน่ๆ หนุ่มๆ หลายคนคงจะคัดค้านกันเป็นแถว ด้วยเหตุผลที่ว่าจะไม่ได้เห็นภาพของน้องๆนักศึกษาแต่งตัวอย่างทุกวันนี้ละมั๊ง หึๆๆ ..ประเทศไทย..เราไปฟังเพลงหลงวัฒน์-คาราบาวกันเถอะ..

สวนนงนุช-พัทยา 2 พ.ค. 53


กลับมาแล้วจ้า หายไปหลายเดือนก็ได้เวลามาอัพเดตข่าวคราวให้เพื่อนๆได้อ่านกันอีกแล้ว ไปครั้งนี้(2พ.ค.53)ก็ไปพัทยาอีกเช่นเคยค่ะ (เพราะว่ามันใกล้ดี) แต่ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปชมสวนนงนุชที่เค้าล่ำลือกันนักกันหนาว่าสวยงาม อลังการงานสร้างค่ะท่านผู้ชม น้องชายขับรถมารับแต่เช้า ถึงสวนนงนุชก็ประมาณ 10 โมงเช้า สวนนงนุชอยู่เลยพัทยาใต้ไปตามถนนสุขุมวิท ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงกิโลเมตรที่ 163 แยกซ้ายไปอีก 3.5 กิโลเมตร เป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ภายในสวนมีบ้านทรงไทย สวนไม้ดอก ไม้ประดับนานาชนิด สวยงามมากเลยทีเดียวค่ะ อ้อ มีการแสดงของช้าง และการแสดงต่างๆ เยอะแยะเลยค่ะ ที่ประตูทางเข้าเราต้องซื้อบัตรผ่านประตูก่อน คนละ 100 บาท แต่ถ้าเราจะเข้าชมการแสดงด้วยก็ต้องซื้อบัตรอีกราคานึงนะคะ ไปวันนี้อากาศร้อนอบอ้าว แต่พอไปถึงที่สวนนงนุชฝนตกพอดีเลย บรรยากาศก็เลยชุ่มฉ่ำขึ้นมาหน่อย หลังจากหาที่จอดรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มกันเลย เข้าไปที่ซุ้มทางเข้าเจอเจ้าตัวหน้าตาประหลาด ตัวสีเทาๆ หน้าตาคล้ายๆกับม้า แต่ตัวเล็กกว่า อ๋อ เจ้าลานี่เอง ฮ่าๆๆ ลาโง่ ว่ามันเข้าให้ ทันใดนั้นตาก็เหลือบไปเห็นป้ายติดอยู่หน้าคอกของมันนั่นแหละ เขียนว่า "ผมเป็นลา แต่ไม่โง่นะครับ" อ้าว มันเถึยงเราซะงั้น ฮ่าๆๆ นึกขำตัวเอง ก็เลยกดชัตเตอร์ แชะ! เก็บภาพน่ารักๆของมันไว้ซะเลย กล้าดียังงัยมาเถียงเรา ฮึ! เดินเข้าไปอีกหน่อย มาอีกแล้ว ตัวอะไรอีกเนี่ย นึกอยู่นาน อ๋อ เพื่อนทิพย์เอง แพะรับบาป ฮ่าๆ (งงใช่มั๊ยคะว่ามันเป็นเพื่อนทิพย์ได้งัย ก็ทิพย์เกิดปีแพะนะสิ อิอิ) มีตั้งหลายตัว ตัวเล็กตัวใหญ่ ทั้งแพะ ทั้งแกะ วัว ม้า ควาย กวาง เต็มไปหมดเลย ส่วนที่วิ่งไปวิ่งมาข้างนอกคอกได้จะเป็นแพะกับแกะ พวกมันคุ้นกับคนมาก ข้างในมีถั่วฝักยาวขายให้กับนักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นอาหารของพวกมันด้วย บรรยากาศวุ่นวายน่าดู เพราะถ้ามันเห็นใครถือถั่วฝักยาวไว้ในมือ พวกมันจะกรูกันเข้ามาขอกินกันเป็นฝูงเลย เผลอแป๊บเดียวหมด พอให้อาหารพวกแพะพวกแกะเสร็จ ก็เดินต่อไปถึงเวทีการแสดง เป็นวงดนตรีเล่นกันสดๆ กลางแจ้ง แดดร้อนๆ กันนั่นเลย ขาแดนซ์ข้างล่างนี่ก็เต้นกันจัง สงสัยจะบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ด้วย ถึงได้มีอารมณ์เต้นกลางแดดร้อนได้กันขนาดนั้น (วันนี้คนมาเที่ยวเยอะมาก สังเกตเอาว่าน่าจะเป็นกรุ๊ปทัวร์ เพราะส่วนใหญ่มีป้ายชื่อกันทุกคน) เดินเลยขึ้นไปข้างบนก็จะพบกับลานน้ำพุ(อยู่ใกล้ๆกับเวทีการแสดงนั่นแหละ) เดินขึ้นไปอีกนิดก็จะเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับสวยงามมาก เดินชมสวนอยู่นานพอสมควร รู้สึกว่าเริ่มจะเมื่อยกันแล้ว(ทั้งๆที่เดินยังไม่ทั่วเลย) บวกกับสภาพอากาศตอนเที่ยงวันนี่มันช่างร้อนซะจริงๆ เดินต่อไม่ไหวก็เลยออกจากสวนนงนุช มุ่งหน้ากลับมายังพัทยา มานั่งริมชายหาดบรรยากาศเย็นๆ สั่งปูม้า กุ้งนึ่งมานั่งทานเล่น พอถึงเวลาเย็นก็ลงมาเดินเล่นน้ำทะเลซะหน่อย ไหนๆ ก็มาถึงทะเลแล้วนี่นา พระอาทิตย์กำลังตกน้ำ ก้มดูนาฬิกาได้เวลากลับกรุงเทพฯกันแล้วสิ กลับถึงกรุงเทพฯก็ประมาณ 2 ทุ่ม
สรุป ไปเที่ยวครั้งนี้ อากาศร้อนสุดๆ แต่ก็ได้มานั่งพักผ่อนริมชายหาดนี่แหละ รู้สึกผ่อนคลาย สบายใจสุดๆ วางแผนในใจเอาไว้ว่า เที่ยวครั้งหน้าอยากไปเกาะซักแห่ง กลับมานอนคิดดูก่อนว่าจะไปเกาะไหนดี...ไปเที่ยวเกาะกันไหมคะเพื่อนๆ

Tuesday, November 17, 2009

พักผ่อนที่พัทยา 23-25ต.ค.52


ไปครั้งนี้เมื่อวันที่23ต.ค.52 กับพี่ปัท พี่ชาติ(แฟนพี่ปัท) และน้องกิ๊ฟ(ลูกสาวพี่ปัท) รวมๆก็ไปกัน4คน ทีแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าจะไปรึไม่ไปดี สุดท้ายก็ตัดสินใจส่งข้อความบอกพี่ปัทเอาวันไปนั่นแหละ..ออกจากกรุงเทพฯประมาณ11โมง แวะซื้อข้าวหลามที่หนองมน ถึงพัทยาประมาณบ่าย3โมง แวะซื้ออาหารก่อนเข้าที่พัก ครั้งนี้เราพักกันที่ Botany Beach & Resort ไปถึงห้องพักทิพย์ก็รีบจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าลงสระว่ายน้ำทันที ด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นน้ำมากก็ลงแช่น้ำอยู่นั่นน่ะเป็นชั่วโมงๆ แขกที่มาพักส่วนมากเป็นต่างชาติ (ชาวรัสเซียเป็นส่วนใหญ่) คนไทยเห็นมีไม่กี่รายเอง มื้อค่ำพี่ปัทพาออกไปทานข้างนอก ชื่อร้านจำไม่ได้แล้วแต่อาหารที่นี่อร่อยมาก และที่สำคัญที่ทิพย์จะไม่มีวันลืมเลย คือ รอนานมากกกกกกกกกกก..รอสี่คิวปาไปเกือบชั่วโมง พี่ปัทบอกว่าร้านนี้อาหารอร่อย และต้องรอนาน ใครที่ไม่เคยเข้าร้านนี้ ถ้ามาครั้งแรกจะหงุดหงิด (ดีนะที่เรารู้แล้ว แต่ก็หงุดหงิดอยู่ดี เพราะหิว555+)
เช้าวันที่24 ตื่นเช้าก็ออกไปเดินดูบรรยากาศของชายหาดยามเช้า ที่นี่เงียบสงบจริงๆ ผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน (สงสัยฝรั่งจะเที่ยวตอนกลางคืนแล้วตื่นสายกันมั๊ง คิดเอาเองนะคะ) มีชาวต่างชาติมาว่ายน้ำสองสามคน พอเดินเลยสระว่ายน้ำออกไปก็เป็นชายหาด ถ้าหันหน้าไปที่ทะเล ซ้ายมือจะเป็นท่าเรือยื่นออกไปกลางทะเล มีเรือจอดอยู่ไกลๆ ด้านขวามือจะโล่ง มองเห็นแนวหาดทรายโค้งยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา เดินเล่นได้ซักพักพี่ปัทก็โทรตามให้ไปทานอาหารเช้า มื้อเช้าของเช้าวันแรกเป็นบุฟเฟต์ของทางโรงแรม ทานเสร็จก็พักผ่อนกันตามอัธยาศัย ส่วนทิพย์ก็นั่งเล่นเน็ตทั้งวัน ดูทีวีมั่ง หลับมั่ง เรียกว่าพักผ่อนเต็มที่เลย ห้องพักเป็นห้องสุดท้ายติดกับสระว่ายน้ำ เวลาเปิดผ้าม่านออกจะมองเห็นวิวด้านนอกสวยงามมาก มีต้นไม้ ดอกไม้ สระน้ำ บรรยากาศสดชื่นสุดๆ บ่ายๆ ก็ไปนั่งเล่นกันที่ชายหาดสั่งส้มตำปูม้ามานั่งกินกัน เย็นๆก็ลงสระว่ายน้ำเล่นกันอีก ครั้งนี้ทิพย์ได้เพื่อนใหม่เป็นชาวรัสเซียด้วยนะ ชื่อ เอลิซ่า เอลิซ่าเป็นหมอ เค้าบอกว่าเค้าได้หยุดพักผ่อนตั้งเดือนนึงแน่ะ มาเที่ยวเมืองไทยอาทิตย์นึง พึ่งจะมาถึงพัทยาวันนี้และก็จะกลับมอสโคอาทิตย์หน้า เห็นมั๊ยว่ามิตรภาพเกิดขึ้นได้ทุกที่จริงๆ อิอิ เล่นน้ำอยู่นานจนรู้สึกว่าแสบหน้ามากก็เลยขึ้นไปอาบน้ำ (เพื่อนๆเชื่อมั๊ยคะว่าหน้าทิพย์แดงไปทั้งหน้าเลย พอตื่นเช้ามาหน้าเริ่มลอก เป็นขุยๆอ่ะ สงสัยว่าหน้าทิพย์จะแห้งมากแน่ๆเลย)..
เช้าวันที่25 ก็ตื่นแต่เช้าเหมือนเคย หลังจากทานอาหารเช้าเป็นบุฟเฟต์ของทางโรงแรมเสร็จ ก็ออกไปเดินเล่นชายหาดอีกครั้ง ครั้งนี้เดินไปไกลกว่าเดิม พอสายๆจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติลงมาเล่นน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสายแดดก็ยิ่งแรงขึ้นแรงขึ้น เดินต่อไปไม่ไหวเพราะมันร้อนมาก ก็เลยกลับเข้าห้องพักเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯ (ยังไม่อยากกลัยเลยอ่ะ อยากพักต่ออีกซักเดือนนึง55)..ออกจากพัทยาประมาณบ่าย2โมง แวะซื้อขนมติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนๆที่ทำงาน และก็แวะพักกันอีกทีที่ทะเลเมืองชลบุรี จากนั้นก็เดินทางกันต่อ ถึงกรุงเทพประมาณ6โมงครึ่ง..
สรุป ไปพัทยาครั้งนี้เรียกได้ว่า ไปพักผ่อนจริงๆ ไม่อยากกลับเลย ขอขอบคุณพี่ปัทกับพี่ชาติมากๆนะคะที่กรุณาพาน้องทิพย์ไปด้วย ครั้งหน้าถ้าไปเขาหลัก หรือขึ้นเหนือ ก็อย่าลืมชวนน้องอีกนะคะ อิอิอิ

Tuesday, September 22, 2009

ล่องแพกาญจนบุรี


ไปล่องแพที่กาญจนบุรีครั้งนี้ไปกับพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆ ฝ่ายเทศกิจ เห็นพี่ๆเค้าบอกว่าเป็นงานเลี้ยงส่งเนาะที่สอบติดตำรวจ..ออกเดินทางจาก กทม. ตอนเที่ยงของวันที่19ก.ย.52 ไปถึงกาญจนบุรีประมาณบ่าย3ก็แวะซื้อข้าวของตุนไปกินกันที่แพ แต่ในระหว่างเดินทางก็มีเรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องคือ น้องยอดได้ถูกเรียกให้ไปรายงานตัวตำแหน่งเจ้าพนักงานป้องกันฯ3แล้ว ก็ดีใจกันไปอ่ะนะ ลงแพประมาณบ่าย4โมง ก็ลงมือทำอาหารกันเองเนื่องจากว่างานนี้ไม่ได้จ้างแม่ครัว พวกพี่ๆเทศกิจเค้าพาแม่บ้านมากันก็เลยทำกันเองดีกว่า พี่เค้าว่างั้นนะ..หลังจากเสร็จจากเรื่องในครัวก็เป็นเวลาส่วนตัวของเราแล้ว ได้ปลีกตัวออกมานั่งชมบรรยากาศสวยๆงามๆสองฝั่งแม่น้ำแควยามเย็น มองเห็นต้นไม้ทั้งสองฝั่งน้ำ เห็นภูเขาอยู่ไกลๆ กับแสงสีทองของดวงตะวันยามใกล้จะลับขอบฟ้า สวยงามจริงๆ นี่เป็นช่วงที่ทิพย์พยายามเก็บภาพความประทับใจไว้ในความทรงจำให้ได้มากที่สุด แพที่ล่องเป็นแพเธค พวกพี่ๆเค้าก็เปิดเพลงกัน ถึงจะเสียงดังไปซักหน่อยแต่ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ไม่เหงาดี ปกติก็อยู่กับความเงียบมามากแล้ว ได้มาเที่ยวทั้งทีก็ต้องปลดปล่อยกันหน่อย แพล่องไปได้ซักประมาณเกือบชั่วโมงได้มั้ง ก็จอดที่ท่าน้ำ ซึ่งข้างบนจะมีห้องน้ำไว้บริการ พอแพจอดได้ซักพัก พี่ตินก็ชวนเล่นน้ำ มองไปเห็นน้องนำกะเก่งโดดลงไปเล่นก่อนเราแล้ว เออ มีพวกแล้ว ไม่น่ากลัวแล้วงานนี้ 55 ทีแรกตั้งใจไว้ว่าจะไม่ลง กลัวปลิง น้องปูก็มาชวนว่าจะเล่นรึป่าว จะเล่นเป็นเพื่อน(แต่พอทิพย์ลงน้องปูกลับไม่ลงซะงั้น) ก็สองจิตสองใจยังกลัวๆกล้าๆ ความจริงเป็นคนที่ชอบเล่นน้ำมาก เห็นเป็นไม่ได้ ต้องโดดลงไปดำผุดดำว่ายแล้วล่ะ แต่งานนี้กลัวปลิงจริงๆ สุดท้ายคุณเนาะ กะคุณพี่ตินค่ะ มาช่วยกันผลักลงน้ำคงจะรำคาญท่าทางของเรากันน่ะ เล่นซะสำลักน้ำกันไปเลย น้ำก็ลึกมาก ทีแรกก็กลัวเหมือนกัน พอได้ลงแล้วทีนี้ไม่อยากจะขึ้น เล่นซะสะใจกันไปเลย หินบาดนิ้วเท้าได้แผลกลับมาด้วยอีกตะหาก เฮ้อ ตกกลางคืนพวกพี่ๆน้องๆเค้าก็ร้องคาราโอเกะกัน(เตรียมไปเองเพราะแพเค้าไม่มีให้) ก็สนุกสนานเฮฮากันไป บางคนก็ไปนั่งตกปลา ก็แล้วแต่ว่าใครจะชอบอะไร หลังจากที่ร้องคาราโอเกะกันจนพอใจ ดีเจก็เปิดเพลงแดนซ์กระจาย ทุกคนดูเป็นกันเองมากทิพย์ก็พลอยสนุกกะเค้าไปด้วย ประมาณ5ทุ่มก็เลยแยกตัวขึ้นไปนอน แต่ที่ไหนได้นอนไม่หลับเพราะเสียงเพลงดังมาก ทั้งจากแพเราเองและแพข้างๆอีกหลายแพ เล่นเปิดเพลงแข่งกันจนฟังไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไร นอนรอจนเธคปิดตอนเที่ยงคืน คิดว่าคงได้หลับกันซะที แต่..ก็ไม่หลับเพราะพี่คนนึงเค้านอนกรนดังมากกกกกก..(สงสารเค้าเลยอ่ะ เหมือนพี่เค้าจะหายใจไม่ออก) ปาไปตี2ครึ่งก็ยังไม่หลับ ก็เลยเปลี่ยนมานอนข้างล่าง ทำท่าว่าจะหลับได้ ซักพักก็เสียงเรือดัง เสียงนู่นเสียงนี่ สรุปคือ คืนนี้แทบไม่ได้นอน หลับๆตื่นๆ พอเช้าแพก็ล่องกลับตอนแปดโมง กะว่าจะได้หลับก็ช่วงนี้ล่ะเรา ก็เลยปลีกตัวไปหาที่นอนข้างบน ซักพักน้องปูก็เดินมาชวนให้ไปเล่นข้างล่าง และแล้วก็ไม่ได้หลับอีกตามเคย ไปสนุกแดนซ์กระจายกันจนถึงที่หมายนั่นแหละ ขึ้นจากแพประมาณเที่ยงถึงกทม.ประมาณบ่ายสามโมง
สรุป ไปล่องแพครั้งนี้ที่ประทับใจคือ บรรยากาศของริมแม่น้ำตอนตะวันตกดิน สวยงามมาก และอีกอย่างคือประทับใจความเป็นกันเองของพี่ๆน้องๆทุกคน จริงๆแล้วทิพย์ไม่ค่อยได้เล่นสนุกอย่างนี้บ่อยๆนะ คือ ถ้าไม่สนิทจนกล้าเปิดใจนี่ก็ไม่เล่นเลย ไม่รู้ว่าพอพี่ๆน้องๆได้เห็นตัวตนอีกด้านของทิพย์นี่จะรับได้กันรึเปล่า ฮ่าๆๆ..เอาเป็นว่าถ้าครั้งนี้การกระทำหรือคำพูดของทิพย์ทำให้พี่ๆน้องๆไม่พอใจต้องขอโทษด้วยนะคะ ต้องขอขอบคุณพี่กุ้งกับพี่โอที่ชวนน้องทิพย์ไปในทริปนี้..เหตุการณ์ทุกอย่าง ความประทับใจที่ได้พบ จะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป..

Friday, September 4, 2009

ตลาดน้ำดอนหวาย


ไปเที่ยวตลาดน้ำดอนหวายเมื่อวันอาทิตย์ที่30ส.ค.52 ต้องบอกก่อนว่าไปครั้งนี้ ไปกับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่..เอ๊ย ไม่ใช่ แค่เพื่อนเก่าก็พอ ส่วนแก่น่ะเป็นคำไม่สุภาพสำหรับผู้หญิงเค้าห้ามพูดกัน ใครพูดโกรธกันเป็นชาติ ฮ่าๆๆ..เพื่อนเป้าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนปวช.(อายุ15นู่นเลย) เคยอยู่หอพักหญิงด้วยกัน กิน นอน เรียน เที่ยว อยู่ในกลุ่มเพื่อนซี้ปึ้กกันเลยทีเดียว ก็ห่างหายกันไปนานตั้งแต่เรียนจบปวช. ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปเรียน ไปทำงาน พอโทรติดต่อกันได้นัดเจอกัน เป็นธรรมดาไม่ได้เจอกันนานๆ ดีใจสุดๆ ให้นั่งคุยกันได้เป็นหลายๆชั่วโมงก็ไม่เบื่อ ยิ่งถ้าได้พูดถึงวันเวลาเก่าๆนี่ ไม่ต้องมีคำบรรยาย เหมือนกลับไป15อีกครั้ง อิอิ..
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ไปตลาดน้ำดอนหวาย คือ ต่างคนก็ต่างไม่เคยไป(ไปกัน3คน) รู้แค่ว่ามันอยู่ทางไปนครปฐม คนขับรถ(แฟนเพื่อน)ก็ไม่เคยไป บอกว่าเคยผ่าน..แต่นานแล้ว..เอาล่ะสิงานนี้ แต่ในที่สุดก็ไปถูกแฮะ (ไปไม่ถูกได้งัย มีป้ายบอกทางออกชัดเจนซะขนาดนั้น) ไปถึงก็เกือบๆบ่ายโมง หิวสุดๆ ข้าวเช้าข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน ก็เลยพากันไปแวะกินข้าวที่แพริมน้ำ อาหารรสชาติถูกปาก อร่อยมากมาย(หรือว่าเพราะหิวจัดก็ไม่รู้) ถ้าเพื่อนๆว่างๆ ก็ลองไปชิมกันเอาเอง แต่ทิพย์ว่าอาหารเค้าอร่อยจริงๆนะ พอกินเสร็จตาก็พลันเหลือบไปเห็นเรือลำนึง น่าจะเป็นเรือที่เค้าพาล่องแม่น้ำท่าจีน หันกลับมามองหน้ากัน แล้วก็พูดว่า ทำไมเราไม่ไปนั่งกินอาหารบนเรือกันล่ะเนี่ย ซักพักได้ยินเสียงประกาศว่า ใครที่ต้องการนั่งเรือทานอาหารชมบรรยากาศของแม่น้ำท่าจีนให้ไปซื้อตั๋วได้ที่ที่จำหน่ายตั๋ว เรือล่องไปกลับใช้เวลาชั่วโมงสิบห้านาที ราคาคนละเท่าไหร่จำไม่ได้ละ คิดว่าเค้าคงจะประกาศอยู่เรื่อยๆล่ะ แต่เราคงหิวจัดไม่ได้ฟัง รีบหาที่นั่งแล้วก็สั่งๆๆๆๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินๆๆๆๆ พออิ่มถึงรู้ว่าเค้ามีล่องเรือด้วย ก็เลยได้แต่เสียดาย..กินเสร็จก็พากันเดินชมตลาด ตลาดมีลักษณะตัวอาคารเป็นไม้เก่าๆ ค้นดูประวัติเค้าบอกว่าน่าจะสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่6นู่นแน่ะ ในตลาดคนเยอะมากกกกก..คงเพราะเป็นวันอาทิตย์นักท่องเที่ยวนักชิมมากันเพียบ เดินเบียดเสียดกันเลย ในตลาดมีของขายเยอะมาก น่ากินทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน ผัก ผลไม้สดๆจากสวน โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมสดๆ ดื่มแล้วชื่นใจ ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการเดินชมตลาดได้ดีทีเดียวค่ะ เคยรู้มาว่าถ้าไปตลาดน้ำดอนหวาย หลายคนมักจะไปซื้อเป็ดพะโล้ หรือไม่ก็ขนมหวาน และห่อหมกปลาช่อน เพราะทั้งสามอย่างนี้เป็นอาหารขึ้นชื่อของตลาดดอนหวาย (แต่ทำไมเราไม่ได้ซื้ออาหารขึ้นชื่อพวกนี้เลยแฮะ) เดินไปเรื่อยๆ ก็พบกับแหนมเนือง อยากกินค่ะ ก็เลยซื้อมา2ถุงฝากเพื่อนๆที่ทำงานด้วย เดินชมตลาดจนพอใจขากลับก็แวะซื้อกล้วยไม้มาเลี้ยงที่ห้องอีก3ต้น กลับถึงห้องก็4โมงครึ่ง
สรุป ไปตลาดน้ำดอนหวายครั้งนี้ ที่ประทับใจก็น่าจะเป็นรสชาติอาหารที่ถูกปากนั่นแหละ นึกเสียดายที่ไม่ได้ล่องเรือชมบรรยากาศแม่น้ำท่าจีน ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปอีกรับรองไม่พลาดแน่ๆ

Friday, August 21, 2009

ทัวร์อัมพวา ไหว้หลวงพ่อนิลมณี ทานอาหารเย็นที่ดอนหอยหลอด ล่องเรือชมหิ่งห้อยยามราตรี

ทัวร์อัมพวาครั้งนี้(1ส.ค.52) ไม่ได้มีโปรแกรมทัวร์ไว้เลย ถือว่าโชคดีสุดๆ ต้องขอบพระคุณท่านผู้ช่วยอารีย์เป็นอย่างสูงที่กรุณาให้ติดตามไปด้วยอีกคน อ้อ เกือบลืมต้องขอบคุณพี่แป้น พี่สาวคนสวยด้วยที่กุลีกุจอวิ่งไปขออนุญาตท่านผู้ช่วยให้ทิพย์ได้ไปในทริปนี้
รถนำเที่ยวออกจากกรุงเทพฯ เวลาประมาณบ่าย2โมง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง2ชม. ก็ถึงสมุทรสงคราม รถนำเที่ยวไปแวะที่ค่ายบางกุ้งก่อนเป็นอันดับแรก เคยได้ยินแต่ชื่อ ประวัติก็ไม่เคยรู้จัก(ทั้งๆที่ที่นี่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทยเราแท้ๆ) พึ่งจะมาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับค่ายบางกุ้งก็ตอนจะเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟังนี่แหละ ไหนๆก็ได้ไปแล้วก็น่าจะรู้ประวัติความเป็นมาซะหน่อย เนื่องจากในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ.2308 กองทัพพม่ายกมาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชดำรัสให้สร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้ง (ให้วัดอยู่ตรงกลางเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร) และเรียกว่าค่ายบางกุ้ง เพื่อต้านทัพพม่าที่ยกทัพลงมาตามลำน้ำแม่กลอง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานทัพพม่าได้ค่ายจึงแตกกลายเป็นค่ายร้าง หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 ปี พ.ศ.2310 ภายในปีเดียวกันเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีแล้วจึงโปรดให้ชาวจีนรวบรวมสมัครพรรคพวกมาตั้งกองทหารรักษาค่ายเก่าที่บางกุ้ง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง" ในการต่อสู้กับทัพพม่าครั้งที่2 เมื่อปี พ.ศ.2311 ไทยรบชนะพม่าและขับพม่าออกไปได้ ชัยชนะในการรบที่ค่ายบางกุ้งครั้งนี้ มีผลให้ไทยยังคงเป็นชาติเอกราชต่อไป..
แต่ที่ทิพย์สนใจที่สุดเห็นจะเป็น โบสถ์โพธิ์ปรก ซึ่งถูกปกคลุมด้วยรากไม้ขนาดใหญ่ ทั้งต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง มองจากภายนอกยังคิดว่าเป็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่ซะอีก ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐาน ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อนิลมณี หรือหลวงพ่อดำ ไหนๆไปถึงที่แล้วก็ถือโอกาสเข้าไปสักการะหลวงพ่อดำซะหน่อยเพื่อความเป็นสิริมงคล(ไปเที่ยวแล้วยังได้ทำบุญด้วย)..
รถนำเที่ยวออกจากค่ายบางกุ้งและพาเราไปยังร้านอาหารริมทะเลที่ดอนหอยหลอด อาหารที่นี่อร่อยมากกกกกก..วันหลังถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปอีกซักครั้ง โดยส่วนตัวแล้วชอบบรรยากาศริมทะเลสุดๆ ยิ่งถ้าได้นั่งกับพื้นหลังจากทานอาหารเสร็จก็เอนหลังหลับซักงีบนึงแล้วค่อยตื่นมาจ่ายค่าอาหารก็คงจะดีไม่น้อย..
หลังจากทานอาหารมื้อค่ำเสร็จรถนำเที่ยวก็พาเราไปยังตลาดน้ำอัมพวา เพื่อล่องเรือชมหิ่งห้อยยามราตรี แต่เดี๋ยวก่อนเนื่องจากว่าทริปนี้ เป็นกลุ่มใหญ่ ก็เลยต้องรอคิวลงเรือ ในระหว่างรอทิพย์ก็ได้โอกาสเดินชมตลาดก่อนรอบนึง มีของขายเยอะมาก และแล้วก็เสียตังค์จนได้ เดินไปเดินมาเจอกางเกงผ้าฝ้ายสีม่วงอ่อนตัวนึงเห็นแล้วน่าจะใส่สบายก็เลยซื้อไว้ใส่ซักตัว ซื้อคนเดียวยังไม่พอใจชวนผู้ช่วยอารีย์ซื้อด้วยอีกตัว (อาทิตย์ถัดมาผู้ช่วยเดินมาบอกว่ากางเกงที่ซื้อมาใส่ได้ครั้งเดียว พอซักแล้วมันหดใส่ไม่ได้อีกเลย ส่วนทิพย์ยังไม่ได้ใส่ไปไหนเลยซักครั้ง เนื่องจากกลัวว่าพอซักแล้วมันจะหด ก็เลยเก็บไว้อย่างนั้น ฮ่าๆๆ)..ได้ของแล้วก็ถึงเวลาลงเรือก็เกือบๆสองทุ่มเห็นจะได้ เรือออกจากท่าแล่นไปตามคลองซึ่งสองฝั่งเต็มไปด้วยห้องพักริมน้ำ โฮมสเตย์ ร้านอาหารเล็กๆ บางที่ก็มีคนมานั่งตกปลาไม่รู้ว่าตกได้มั่งรึเปล่า เรือก็แล่นไปมาขวักไขว่ ปลาไม่น่าจะกินเบ็ดนะ หรือไม่เค้าน่าจะนั่งตกปลาเอาบรรยากาศมั๊ง ช่างเค้าเถอะ..เรือเริ่มแล่นไกลออกไปเรื่อยๆ ความมืดเริ่มคลอบคลุมมาเรื่อยๆ เรือก็ปิดไฟดวงใหญ่และเปิดเพียงหลอดไฟเล็กๆหน้าเรือและหลังเรือแค่ไม่กี่หลอด แค่พอให้เรือลำอื่นสังเกตเห็นได้ พอไปถึงตรงจุดไหนที่มีหิ่งห้อย คนขับเรือก็จะแล่นเรือช้าลง บางที่มีเยอะก็จอดพักแป๊บนึงให้เราได้ชมหิ่งห้อยกันชัดๆ คนขับเรือบอกว่า หิ่งห้อยตัวผู้จะมีแสงกระพริบที่สว่างกว่าหิ่งห้อยตัวเมีย (สงสัยว่าทำไมต้องเป็นตัวผู้ทำไมไม่เป็นตัวเมีย ทีปลั๊กไฟตัวเมียยังมีสวิตซ์ไฟสีแดงเลยแต่ปลั๊กตัวผู้ไม่มีสวิตซ์ไฟสีแดง..เกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย..) เรือแล่นผ่านคลองๆนึง มีชื่อน่ากลัว และก็จำได้ติดหูเลย ชื่อคลองผีหลอก สองข้างลำคลองมืดมาก มีต้นจากขึ้นเต็มไปหมด บ้านคนแถวนั้นก็ไม่มี รีสอร์ทก็อยู่ห่างกันมาก น่ากลัวสมชื่อจริงๆ เรื่อแล่นไปเรื่อยๆ ชะลอลงบ้าง จอดบ้าง บรรยากาศก็เย็นสบาย ไปๆมาๆนอนหลับบนเรือซะงั้นน่ะ พี่แป้นก็เหลือเกิน ปลุกอยู่นั่นแหละ จะให้ดูหิ่งห้อย โถ บางที่ทิพย์ว่าที่บ้านทิพย์ยังจะมีเยอะกว่านี้อีกอ่ะพี่แป้น รบกวนเวลานอนจริงๆ พี่แกก็เลยปล่อยให้หลับต่อไป พอเรือใกล้จะถึงท่าแล้วนั่นแหละพี่แป้นก็เลยปลุก (ได้ยินเสียงพี่สุนีรัตน์ตะโกนมาว่าไม่ต้องปลุกปล่อยให้หลับอยู่ในเรือนี่แหละตื่นมาค่อยหาทางกลับเอง..ใจร้ายยยย)..กลับถึงกรุงเทพฯก็ประมาณ5ทุ่ม..
สรุป..ไปทริปนี้นอกจากจะฟรีและได้บรรยากาศดีๆแล้ว ยังได้ทำบุญไหว้พระเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตัวเองด้วย ขอขอบพระคุณท่านผู้ช่วยอารีย์เป็นอย่างสูง ขอบคุณพี่แป้นที่น่ารัก ไปเที่ยวครั้งหน้าก็อย่าลืมชวนน้องทิพย์อีกนะคะ