วันนี้ (20ต.ค.53) นัดกับพี่แป้นว่าจะไปเดอะมอลล์กัน พี่แป้นบ่นอยากกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าอร่อย ที่จริงทิพย์ก็อยากจะลองชิมดูมั่งเหมือนกัน นี่ถ้าไม่ติดว่าทิพย์ตั้งใจไว้ว่าจะไม่กินเนื้ออีก คงต้องได้ลองชิมดูสักชามล่ะ เห็นพี่แป้นกับฝ่ายชมกันจังว่าอร๊อยยยย อร่อย (ฝ่ายเชาวนาทก็ไปด้วยนะ แถมเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวมื้อนี้อีก ขอบคุณนะคะ)
หลังจากกินข้าวเสร็จ ฝ่ายก็แยกตัวกลับก่อนเนื่องจากติดภารกิจทางบ้าน ทิพย์กับพี่แป้นก็พากันเดินดูนู่นดูนี่กันไปเรื่อยประสาผู้่หญิงอ่ะนะ แหม..ก็ผู้หญิงกับเรื่องช็อปปิ้งน่ะ เป็นของคู่กัน
เดินกันจนเมื่อยก็ถึงเวลากลับ ระหว่างที่ยืนรอรถก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกกลุ่มเด็กผู้หญิงวัยเดียวกัน(อายุประมาณ 14-16 ปี) ประมาณ 5-8 คน รุมตบ ขณะเกิดเหตุทิพย์ได้ยินเสียงแม่ค้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุตะโกนไล่และมีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาห้าม เด็กผู้หญิงกลุ่มนั้นจึงพากันวิ่งหนีไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้สังคมกำลังป่วยหนัก เยาวชนขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่เกรงกลัวต่อความผิด ขาดความยับยั้งชั่งใจ มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
ทิพย์คิดว่าสาเหตุส่วนใหญ่อาจเกิดจากปัญหาต่างๆ เช่น
1. เศรษฐกิจภายในครอบครัว หลายครอบครัว พ่อแม่ต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ ทำงานหาเลี้ยงชีพ ไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานของตน ปล่อยปละละเลยขาดการอบรม เด็กจึงไม่รู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดควรทำ ไม่ควรทำ
2. ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในโลกยุคไร้พรมแดน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดสามารถรับรู้ข่าวสารต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง แต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ส่งผลด้านลบต่อสังคมได้เช่นกัน เด็กหลายคนติดอินเตอร์เน็ต ติดแชท ติดเกมส์ออนไลน์ เสี่ยงต่อการถูกล่อลวง เกิดพฤติกรรมเลียนแบบความรุนแรงจากเกมส์คอมพิวเตอร์ ขาดการเรียนรู้และปรับตัวในโลกของความเป็นจริง
3. ด้านการจัดการศึกษา ระบบการศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นให้เด็กเรียนเก่ง จบมาจะได้ทำงานที่ได้เงินเยอะๆ ไม่ค่อยมุ้งเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ในความคิดของทิพย์คิดว่ามันเป็นอะไรที่ฉาบฉวยไม่ลึกซึ้ง เมื่อก่อนตอนทิพย์เด็กๆ ตอนเช้าเวลาแปดโมงเช้าต้องเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ ยืนทำสมาธิ และฟังคุณครูอบรมสั่งสอนก่อนแยกย้ายเข้าห้องเรียน เลิกเรียนสี่โมงเย็นก็ต้องสวดมนต์ก่อนกลับบ้าน ทุกวันศุกร์ เวลาบ่ายสามโมง นักเรียนทุกคนต้องมายืนเรียงแถวหน้าห้องเพื่อสวดมนต์และนั่งสมาธิ ฟังคุณครูบรรยายเรื่องคุณธรรม จริยธรรม บางทีก็จะมีพระสงฆ์มาบรรยายธรรมะ ถึงวันพระคุณครูก็พานักเรียนไปช่วยกันทำความสะอาดวัด ทำนุบำรุงพระศาสนา ทั้งหมดที่ทิพย์พูดมาชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบการจัดการศึกษาในอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นด้านวัตถุมากกว่าด้านจิตใจ
ปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนค่ะ และทิพย์ก็เชื่อว่าปัญหาทุกอย่างย่อมแก้ไขได้อย่างแน่นอน หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ไม่ใช่ทำเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือด้านใดด้านหนึ่ง การให้ความสำคัญกับเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเยาวชนคืออนาคตของชาติ..ชาติไทยเราจะเป็นอย่างไรถ้าปล่อยให้เยาวชนของชาติขาดจริยธรรม?
Wednesday, October 20, 2010
Tuesday, October 19, 2010
น้ำท่วม ใครว่าดีกว่า ฝนแล้ง..แด่..โคราช เมืองบาดาล..

ตอนนี้เปิดทีวีช่องไหน เราก็จะได้พบเห็นกับภาพข่าวน้ำท่วม โดยเฉพาะที่อำเภอเมืองนครราชสีมา น้ำเข้าท่วมตัวเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โรงพยาบาลใหญ่ๆ อย่างเช่น รพ.มหาราช ก็ต้องเร่งขนย้ายผู้ป่วยส่งต่อให้โรงพยาบาลใกล้เคียงที่ไม่ประสบกับภาวะน้ำท่วมกันอย่างทุลักทุเล เห็นภาพข่าวแล้วน่าเอน็จอนาถใจ ผู้คนเดือดร้อน ไร้ที่อยู่อาศัย บ้านเรือนจมอยู่ใต้บาดาล ทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง พืชผลการเกษตร เสียหายไปหมด
ในขณะที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ธารน้ำใจจากชาวไทยก็ไหลเข้าช่วยเหลืออย่างไม่ขาดสาย สิ่งของบรรเทาทุกข์ ถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง จำนวนมาก ถูกแจกจ่ายให้กับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เห็นแล้วซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทยจริงๆค่ะ
แต่ทิพย์ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ค่ะว่า ทำไมน้ำท่วมโคราชได้ทั้งๆที่โคราชเป็นที่ราบสูงแท้ๆ
จากที่ทิพย์ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารมาโดยตลอด ทำให้ทราบว่า สาเหตุใหญ่ๆ ของวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ก็คือ น้ำป่าจากเขาใหญ่ และพายุฝน ซึ่งเกิดฝนตกตลอด 2-3 วัน ทำให้ปริมาณน้ำมากเกินกำลังที่เขื่อนต่างๆจะเก็บกักน้ำไว้ได้ โดยเฉพาะเขื่อนลำพระเพลิงที่ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก จำเป็นต้องปล่อยน้ำเข้าสู่พื้นที่ใต้เขื่อน ทำให้น้ำท่วมสูงขึ้น ไหนจะเขื่อนลำตะคองที่ต้องระบายน้ำออกเนื่องจากกลัวว่าเขื่อนจะแตก ถึงแม้จะได้มีการออกมาประกาศเตือนภัยให้ประชาชนเร่งอพยพขนข้าวของขึ้นสู่ที่สูงแล้วก็ตาม แต่ปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนั้นใครจะหนีทันล่ะคะ (จากภาพข่าวที่ได้เห็น น้ำไหลเชี่ยวน่ากลัวมากค่ะเพื่อนๆ)
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทิพย์สะดุดและหยุดคิดก็คือ น้ำท่วมครั้งนี้หรือจะเป็นเพราะธรรมชาติเอาคืน ก็บุกรุกถมที่ เข้าครอบครองพื้นที่ ตัดไม้ทำลายป่ากันนักนั่นไงคะเพื่อนๆ ไปดูเอาเถอะว่าเขาใหญ่ตอนนี้สภาพเป็นยังงัย บางที่โล่งเตียน บางที่มีรีสอร์ท สนามกอล์ฟ มั่งล่ะ ฝีมือใครกันล่ะคะ ถ้าไม่ใช่นายทุนและชาวบ้านบางส่วนที่หลงผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผลลัพท์ก็เป็นอย่างที่เห็น เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อน เราจะเอาแต่โทษธรรมชาติว่าโหดร้ายไม่ได้หรอกค่ะ เพราะส่วนหนึ่งมันเกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองทั้งนั้น
เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ คงจะพอทำให้หลายๆ คน รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง หันมาสนใจและร่วมกันค้นหาสาเหตุ หาทางป้องกันและแก้ไข เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดอีกในอนาคต
ด้วยสมองและกำลังอันน้อยนิดของทิพย์ คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าทุกๆ คนร่วมด้วยช่วยกันคิด ช่วยกันทำ สิ่งที่เรามุ่งหวังย่อมสำฤทธิ์ผลอย่างแน่นอนค่ะ
ในขณะที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ธารน้ำใจจากชาวไทยก็ไหลเข้าช่วยเหลืออย่างไม่ขาดสาย สิ่งของบรรเทาทุกข์ ถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง จำนวนมาก ถูกแจกจ่ายให้กับชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เห็นแล้วซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทยจริงๆค่ะ
แต่ทิพย์ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ค่ะว่า ทำไมน้ำท่วมโคราชได้ทั้งๆที่โคราชเป็นที่ราบสูงแท้ๆ
จากที่ทิพย์ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารมาโดยตลอด ทำให้ทราบว่า สาเหตุใหญ่ๆ ของวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ก็คือ น้ำป่าจากเขาใหญ่ และพายุฝน ซึ่งเกิดฝนตกตลอด 2-3 วัน ทำให้ปริมาณน้ำมากเกินกำลังที่เขื่อนต่างๆจะเก็บกักน้ำไว้ได้ โดยเฉพาะเขื่อนลำพระเพลิงที่ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก จำเป็นต้องปล่อยน้ำเข้าสู่พื้นที่ใต้เขื่อน ทำให้น้ำท่วมสูงขึ้น ไหนจะเขื่อนลำตะคองที่ต้องระบายน้ำออกเนื่องจากกลัวว่าเขื่อนจะแตก ถึงแม้จะได้มีการออกมาประกาศเตือนภัยให้ประชาชนเร่งอพยพขนข้าวของขึ้นสู่ที่สูงแล้วก็ตาม แต่ปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนั้นใครจะหนีทันล่ะคะ (จากภาพข่าวที่ได้เห็น น้ำไหลเชี่ยวน่ากลัวมากค่ะเพื่อนๆ)
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทิพย์สะดุดและหยุดคิดก็คือ น้ำท่วมครั้งนี้หรือจะเป็นเพราะธรรมชาติเอาคืน ก็บุกรุกถมที่ เข้าครอบครองพื้นที่ ตัดไม้ทำลายป่ากันนักนั่นไงคะเพื่อนๆ ไปดูเอาเถอะว่าเขาใหญ่ตอนนี้สภาพเป็นยังงัย บางที่โล่งเตียน บางที่มีรีสอร์ท สนามกอล์ฟ มั่งล่ะ ฝีมือใครกันล่ะคะ ถ้าไม่ใช่นายทุนและชาวบ้านบางส่วนที่หลงผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผลลัพท์ก็เป็นอย่างที่เห็น เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อน เราจะเอาแต่โทษธรรมชาติว่าโหดร้ายไม่ได้หรอกค่ะ เพราะส่วนหนึ่งมันเกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองทั้งนั้น
เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ คงจะพอทำให้หลายๆ คน รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง หันมาสนใจและร่วมกันค้นหาสาเหตุ หาทางป้องกันและแก้ไข เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดอีกในอนาคต
ด้วยสมองและกำลังอันน้อยนิดของทิพย์ คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าทุกๆ คนร่วมด้วยช่วยกันคิด ช่วยกันทำ สิ่งที่เรามุ่งหวังย่อมสำฤทธิ์ผลอย่างแน่นอนค่ะ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก http://www.kctv.co.th/
ป้ายกำกับ:
เขาใหญ่,
นครราชสีมา,
น้ำท่วม,
ปากช่อง,
ลำตะคอง,
ลำพระเพลิง
Wednesday, October 13, 2010
ว่าด้วยเรื่อง..ฆ่าตัวตาย..
ขณะที่คดีฆาตกรรมอำพรางนางแบบสาวเซ็กซี่แห่งนิตยสาร FHM กำลังเป็นที่สนใจของหลายๆ คน และยังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุของการตายปริศนาของนางแบบสาวรายนี้ั และอีกไม่นานเราก็คงจะได้ทราบกันว่าจริงๆแล้ว นางแบบสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายหรือว่าจะเป็นการฆาตกรรม? พอได้อ่านข่าวนี้ ทิพย์ก็มีเรื่องที่จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง แต่เรื่องที่จะเล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เลย ไม่ใช่การตามล่าหาความจริง วิเคราะห์ หรือสืบเสาะหาเบาะแส ใดๆทั้งสิ้น แต่ประเด็นที่ทิพย์จะหยิบยกมาพูดถึงก็คือ ประเด็นเรื่อง "การฆ่าตัวตาย"
พอทิพย์พูดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย เพื่อนๆคงจะพากันคิดแล้วล่ะว่า เอ..วันนี้ทิพย์มาแปลก นึกยังงัยถึงพูดถึงเรื่องนี้ อารมณ์ไหนกันเนี่ย? ไม่ใช่อารมณ์อยากฆ่าตัวตายแน่ๆ อย่าพึ่งคิดไปกันใหญ่ พุทธศาสนาของเราถือว่าการฆ่าตัวตาย (อัตตวินิบาต) เป็นบาปมหันต์ ใครฆ่าตัวตายน่ะ นรกอย่างเดียวเลยค่ะเพื่อนๆ เราชาวพุทธก็ต้องเชื่อในบาป บุญ นรก สวรรค์ (ถึงใครจะพูดขึ้นมาว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจก็เหอะ..นั่นมันก็ถูก จะสุขหรือทุกข์มันก็อยู่ที่ใจเรา) พุทธศาสนาของเราสอนให้ทุกคนทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สาธุ..
กลับมาเล่ากันต่อ เมื่อประมาณเดือนก่อน ทิพย์ได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ซึ่งลงข่าวเรื่องวันป้องกันการฆ่าตัวตาย ทำให้ทิพย์ได้ทราบว่า ในวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ซึ่งปัญหาการฆ่าตัวตายก็เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ซึ่งจากรายงานพบว่าอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในปริมาณสูงกว่าปีที่แล้ว และวิธีการฆ่าตัวตายถูกพัฒนาขึ้นมาอีกมากมาย ทิพย์รู้สึกทึ่งค่ะเพื่อนๆ เคยได้ยินแต่การพัฒนาด้านเทคโนโลยี หรือไม่ก็อาวุธยุทโธปกรณ์ ยาต่อต้านหรือยารักษาโรคร้ายแรงต่างๆ แต่นี่แปลก คนเราถึงเวลานึกอยากจะตาย ก็ยังอุตส่าห์พัฒนาวิธีการตายอีก เฮ่อ..
เพื่อนๆ รู้หรือไม่คะว่าการฆ่าตัวตายที่รวบรวมมาได้มีถึง 16 วิธีด้วยกัน คือ การตัดหัว การกรีดเส้นเลือดที่มือหรือคอ การกระโดดน้ำตาย การรมควันด้วยก๊าซพิษ การช็อตด้วยไฟฟ้า การะเบิด การแขวนคอ การกระโดดจากพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ เช่น รถไฟ รถไฟใต้ดิน รถยนต์โดยสารและเรือโดยสาร การกระโดดสะพานและตึกสูง การวางยาและการกินยาตาย การเผาตัวเอง เซ็บปุกุหรือการคว้านท้องแบบซามูไร การยิงตัวตาย การอดอาหารประท้วง การระเบิดพลีชีพ และการฆ่าตัวตายทางอ้อม เช่น การอาสาไปร่วมรบโดยหวังจะถูกยิงตาย(อันนี้ตายแบบไม่ไร้ประโยชน์แต่ถึงยังงัยก็ไม่ดีนะคะ) โดยสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า ทุก 40 วินาทีจะมีผู้่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด ได้แก่ ประเทศลิทัวเนีย และรัสเซีย..
เป็นงัยคะเพื่อนๆ อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง ส่วนทิพย์อ่านแล้วหดหู่ค่ะ บอกได้คำเดียวเลยว่าหดหู่มากกกกก..คนเราหนอคนเรา กว่าจะได้เกิดมาเป็นตัวเป็นตน เป็นคนมีชีวิตได้ทุกวันนี้ ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่ก่อนจะได้เกิด ต้องเป็นตัวอสุจิเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แก่งแย่ง แข่งขันกัน เพื่อที่จะได้ปฏิสนธิ เกิดเป็นก้อนเลือดก้อนเนื้อที่มีชีวิต พอได้เกิดกลับเห็นชีวิตของตัวเองไม่มีค่า เจอปัญหาเข้าหน่อย คิดทำลายชีวิตตัวเองไปซะอย่างนั้น ไม่ได้คิดเลยว่ากว่าจะมีชีวิตรอดมาจนเป็นคนสมบูรณ์ได้จนถึงวันนี้ต้องลงทุน ลงแรงไปเท่าไหร่ (ไหนจะพ่อแม่อีกล่ะท่านต้องลงทุนทั้งแรงกายและแรงใจไปตั้งเท่าไหร่ ท่านจะเสียใจแค่ไหน) บางคนบาปหนักเข้าไปอีก ฆ่าตัวตายคนเดียวยังไม่พอ ฆ่าลูก ฆ่าเมีย ฆ่าคนอื่นไปด้วย..(สงสัยว่าตายคนเดียวแล้วกลัวจะเหงามั๊ง?)
ไหนๆ เราก็ต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดกันแล้ว พอมีชีวิตรอดมาเป็นคนได้ ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิตกันต่อไป หยุดซะเถอะค่ะ ใครที่คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อการแก้ปัญหา โปรดหยุดคิดสักนิด สัตว์เดรัจฉานมันยังรักชีวิตของมัน เราเป็นคนแท้ๆ อย่าได้แพ้สัตว์เดรัจฉานเลยค่ะ
ที่ทิพย์นำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่อเป็นการให้กำลังใจ และเตือนสติเพื่อนๆ ทุกคน ปัญหาต่างๆ มันมีทางออก เพียงแต่เราต้องมีสติ เมื่อมีสติก็จะเกิดปัญญา มีปัญญาก็จะจัดการกับปัญหาได้แน่นอน ชีวิตอาจไม่สวยงามนักแต่ก็มีทางเลือกให้เราเสมอค่ะ เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ นะคะ วันพรุ่งนี้อาจมีอะไรดีๆ รอเราอยู่ก็ได้ค่ะ ^___^
พอทิพย์พูดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย เพื่อนๆคงจะพากันคิดแล้วล่ะว่า เอ..วันนี้ทิพย์มาแปลก นึกยังงัยถึงพูดถึงเรื่องนี้ อารมณ์ไหนกันเนี่ย? ไม่ใช่อารมณ์อยากฆ่าตัวตายแน่ๆ อย่าพึ่งคิดไปกันใหญ่ พุทธศาสนาของเราถือว่าการฆ่าตัวตาย (อัตตวินิบาต) เป็นบาปมหันต์ ใครฆ่าตัวตายน่ะ นรกอย่างเดียวเลยค่ะเพื่อนๆ เราชาวพุทธก็ต้องเชื่อในบาป บุญ นรก สวรรค์ (ถึงใครจะพูดขึ้นมาว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจก็เหอะ..นั่นมันก็ถูก จะสุขหรือทุกข์มันก็อยู่ที่ใจเรา) พุทธศาสนาของเราสอนให้ทุกคนทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สาธุ..
กลับมาเล่ากันต่อ เมื่อประมาณเดือนก่อน ทิพย์ได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ซึ่งลงข่าวเรื่องวันป้องกันการฆ่าตัวตาย ทำให้ทิพย์ได้ทราบว่า ในวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ซึ่งปัญหาการฆ่าตัวตายก็เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ซึ่งจากรายงานพบว่าอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในปริมาณสูงกว่าปีที่แล้ว และวิธีการฆ่าตัวตายถูกพัฒนาขึ้นมาอีกมากมาย ทิพย์รู้สึกทึ่งค่ะเพื่อนๆ เคยได้ยินแต่การพัฒนาด้านเทคโนโลยี หรือไม่ก็อาวุธยุทโธปกรณ์ ยาต่อต้านหรือยารักษาโรคร้ายแรงต่างๆ แต่นี่แปลก คนเราถึงเวลานึกอยากจะตาย ก็ยังอุตส่าห์พัฒนาวิธีการตายอีก เฮ่อ..
เพื่อนๆ รู้หรือไม่คะว่าการฆ่าตัวตายที่รวบรวมมาได้มีถึง 16 วิธีด้วยกัน คือ การตัดหัว การกรีดเส้นเลือดที่มือหรือคอ การกระโดดน้ำตาย การรมควันด้วยก๊าซพิษ การช็อตด้วยไฟฟ้า การะเบิด การแขวนคอ การกระโดดจากพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ เช่น รถไฟ รถไฟใต้ดิน รถยนต์โดยสารและเรือโดยสาร การกระโดดสะพานและตึกสูง การวางยาและการกินยาตาย การเผาตัวเอง เซ็บปุกุหรือการคว้านท้องแบบซามูไร การยิงตัวตาย การอดอาหารประท้วง การระเบิดพลีชีพ และการฆ่าตัวตายทางอ้อม เช่น การอาสาไปร่วมรบโดยหวังจะถูกยิงตาย(อันนี้ตายแบบไม่ไร้ประโยชน์แต่ถึงยังงัยก็ไม่ดีนะคะ) โดยสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า ทุก 40 วินาทีจะมีผู้่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด ได้แก่ ประเทศลิทัวเนีย และรัสเซีย..
เป็นงัยคะเพื่อนๆ อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง ส่วนทิพย์อ่านแล้วหดหู่ค่ะ บอกได้คำเดียวเลยว่าหดหู่มากกกกก..คนเราหนอคนเรา กว่าจะได้เกิดมาเป็นตัวเป็นตน เป็นคนมีชีวิตได้ทุกวันนี้ ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่ก่อนจะได้เกิด ต้องเป็นตัวอสุจิเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แก่งแย่ง แข่งขันกัน เพื่อที่จะได้ปฏิสนธิ เกิดเป็นก้อนเลือดก้อนเนื้อที่มีชีวิต พอได้เกิดกลับเห็นชีวิตของตัวเองไม่มีค่า เจอปัญหาเข้าหน่อย คิดทำลายชีวิตตัวเองไปซะอย่างนั้น ไม่ได้คิดเลยว่ากว่าจะมีชีวิตรอดมาจนเป็นคนสมบูรณ์ได้จนถึงวันนี้ต้องลงทุน ลงแรงไปเท่าไหร่ (ไหนจะพ่อแม่อีกล่ะท่านต้องลงทุนทั้งแรงกายและแรงใจไปตั้งเท่าไหร่ ท่านจะเสียใจแค่ไหน) บางคนบาปหนักเข้าไปอีก ฆ่าตัวตายคนเดียวยังไม่พอ ฆ่าลูก ฆ่าเมีย ฆ่าคนอื่นไปด้วย..(สงสัยว่าตายคนเดียวแล้วกลัวจะเหงามั๊ง?)
ไหนๆ เราก็ต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดกันแล้ว พอมีชีวิตรอดมาเป็นคนได้ ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิตกันต่อไป หยุดซะเถอะค่ะ ใครที่คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อการแก้ปัญหา โปรดหยุดคิดสักนิด สัตว์เดรัจฉานมันยังรักชีวิตของมัน เราเป็นคนแท้ๆ อย่าได้แพ้สัตว์เดรัจฉานเลยค่ะ
ที่ทิพย์นำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่อเป็นการให้กำลังใจ และเตือนสติเพื่อนๆ ทุกคน ปัญหาต่างๆ มันมีทางออก เพียงแต่เราต้องมีสติ เมื่อมีสติก็จะเกิดปัญญา มีปัญญาก็จะจัดการกับปัญหาได้แน่นอน ชีวิตอาจไม่สวยงามนักแต่ก็มีทางเลือกให้เราเสมอค่ะ เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ นะคะ วันพรุ่งนี้อาจมีอะไรดีๆ รอเราอยู่ก็ได้ค่ะ ^___^
ป้ายกำกับ:
ฆ่าตัวตาย,
เดลินิวส์,
องค์การอนามัยโลก,
อัตตวินิบาต
Sunday, August 22, 2010
OTOP Midyear 2010 ตอน 2

ไปมาอีกแล้วค่ะเพื่อนๆ เมื่อวานยังเดินไม่ครบทุกภาควันนี้ก็เลยถือโอกาสไปอีกครั้ง บรรยากาศของงานวันนี้ผู้คนคึกคักกว่าเมื่อวานเนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์
วันนี้มีภาพเขียนสีน้ำมันชื่อ "โมนาลิซ่า" (MONALISA) มาฝากเพื่อนๆ ได้ชมกัน ด้วยความประทับใจส่วนตัว เห็นปุ๊บก็รีบเข้าไปขอถ่ายรูปทันที พร้อมกับสัมภาษณ์คุณสมไชย เจ้าของภาพซึ่งเป็นผู้เขียนภาพนี้ด้วยตัวเอง คุณสมไชยเล่าว่า กว่าภาพนี้จะสำเร็จได้ต้องเขียนภาพเล็กก่อนประมาณ20ภาพ ถึงค่อยลงมือเขียนใหญ่ขนาดนี้ได้(ต้องขอโทษเพื่อนๆด้วยที่ลืมถามขนาดของภาพมา) ภาพนี้ใช้สีน้ำมัน และใช้เกรียงแทนพู่กัน ว่าแล้วคุณสมไชยก็เดินไปหยิบเกรียงมาสามอัน ซึ่งมีขนาดไม่เท่ากัน คุณสมชัยบอกว่า ถ้าเป็นบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูงก็จะต้องใช้เกรียงที่มีขนาดเล็กลงไปอีก เช่นบริเวณดวงตา รอบดวงตา เป็นต้น อ้อ..คุณสมไชยก็เคยได้มีโอกาสบินไปชมภาพโมนาลิซ่าของจริงที่ฝรั่งเศสมาแล้ว โอ้โห พี่เค้านี่ใจรักซะจริงๆ..ภายในร้านของคุณสมไชย มีภาพเขียนจัดแสดงอยู่หลายภาพ แต่ละภาพล้วนเป็นฝีมือของคุณสมไชยทั้งนั้น และที่สำคัญ นอกจากภาพโมนาลิช่าที่มีความสวยงาม ดูลึกลับ จนทำให้ทิพย์ต้องหยุดมอง และเดินเข้าไปสัมผัสแล้ว สิ่งที่ทำให้ทิพย์ต้องตะลึงอีกครั้งก็คือ ราคาของภาพนี้ค่ะเพื่อนๆ คุณสมไชยเค้าตั้งราคาของภาพนี้ไว้สูงมากเลยทีเดียว คือ 5ล้านบาทค่ะ ขอย้ำนะคะเพื่อนๆ ว่า "5 ล้าน" ซึ่งคุณสมไชยบอกว่า จริงๆก็ไม่อยากขายเท่าไหร่ เพราะคิดว่าจะไม่เขียนภาพนี้อีกแล้ว แต่ถ้ามีใครที่เค้าชอบภาพนี้จริงๆ ก็จะขายให้ เรื่องราคาก็ต่อรองกันได้ (เป็นธรรมดาค่ะ ศิลปินมักจะชอบสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ) คุณสมไชยบอกว่า ภาพนี้ถ้าเก็บไว้นานขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งสวย ถ้ามีรอยแตกเล็กๆ ที่ใบหน้าของโมนาลิซ่าด้วยจะดูสวยและใกล้เคียงกับภาพต้นฉบับของลีโอนาโด ดาวินชี่ อีกด้วย..บอกได้เลยว่า สวยจริงๆ ค่ะเพื่อนๆ ยิ่งพอทิพย์ได้เห็นคุณสมไชยอธิบายถึงผลงานของตัวเองแล้วรู้ได้เลยว่า คุณสมไชยมีความภูมิใจในผลงานของเขามาก เขาพร้อมจะนำเสนอ อธิบายถึงความเป็นมาเกี่ยวกับผลงานของเขาอย่างเต็มใจ โดยไม่คำนึงว่าเราจะซื้อผลงานของเขาหรือไม่ เหมือนเป็นความสุขของผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานที่ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานแก่ผู้ที่สนใจ นี่แหละค่ะที่ทิพย์ประทับใจในความเป็นศิลปินของคุณสมไชย
วันนี้ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมา นอกจากภาพถ่ายรูปโมนาลิซ่าจากร้านของคุณสมไชย และภาพบรรยากาศวันที่สองของงาน แต่ก็ยังแอบวางแผนไว้ว่าจะไปอีกครั้งตอนใกล้ๆวันสุดท้าย เผื่อราคาสินค้าจะถูกลงกว่าเดิมอีกหน่อย อิอิ..
Saturday, August 21, 2010
ชมงาน OTOP Midyear 2010-21ส.ค.53



วันนี้มีโอกาสได้เข้าชมงาน OTOP Midyear 2010 ที่เมืองทองธานี ซึ่งจัดงานวันนี้เป็นวันแรก หลังจากที่เคลียร์งานเสร็จเรียบร้อย ทิพย์กับพี่แป้นก็รีบเดินทางไปกันทันที
บรรยากาศของงานในวันนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก ในงานมีการจัดนิทรรศการและการแสดงการสาธิตกระบวนการผลิตโอทอปจากทุกจังหวัด มีร้านอาหารจำหน่ายมากมาย ทิพย์เริ่มเดินชมงานจากชาเลนเจอร์1 ซึ่งเป็น OTOP ของภาคอีสานและภาคเหนือ สินค้าที่แสดงส่วนใหญ่เป็นผ้าไหม และผ้าฝ้าย ของใช้ ของตกแต่งบ้าน
ทิพย์เดินดูสินค้าแต่ละร้านไปเรื่อยๆ เจอสินค้าชิ้นไหนถูกใจก็ซื้อไว้ อ้อ เกือบลืมบอกไปว่า ต่อราคาได้ด้วยนะ (อาศัยว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน ก็เลยได้ส่วนลด ฮ่าๆๆ..) อันที่จริงทิพย์ว่าราคาสินค้าก็ไม่แพงนะ แต่ถ้าลดได้ก็ดี อิอิ..
ที่บูธของ จ.นครราชสีมา ทิพย์ได้ฝึกหัดทอผ้าไหมด้วยล่ะ มีกลุ่มแม่บ้านเป็นผู้สอนให้ และผ้าผืนที่ทอได้จะนำไปประมูล เนื่องจากเป็นผ้าไหมพันมือ(คาดว่าจะมีผู้สนใจฝึกทอเป็นพันคน) และผู้ที่ฝึกทอผ้าไหมต้องลงชื่อไว้ด้วย
หลังจากที่เดินชมงานอยู่หลายชั่วโมงปรากฎว่า ยังเดินดูร้านค้าได้ไม่ครบทุกภาค ได้เพียงร้านค้าที่มาจากภาคอีสานและภาคเหนือ พี่แป้นก็ชวนกลับ ทิพย์ก็เลยคิดเอาไว้ว่าก่อนจะครบกำหนดจัดงานในวันที่29ส.ค.53 จะต้องหาเวลามาชมงานอีกครั้งให้ได้
- สรุปว่าวันนี้ทิพย์หมดเงินไปเยอะเลย แต่ก็ได้ของมาหลายชิ้น ถือว่าทิพย์ได้มีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติ และช่วยเหลือให้กลุ่มผู้ผลิตโอทอปทั้งหลายได้มีกำลังใจในการผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายอีกด้วยนะ ^___^
ป้ายกำกับ:
OTOP Midyear 2010,
ผ้าไหม,
เมืองทองธานี,
โอทอป
Friday, August 20, 2010
เรื่องเล่าจากวันหยุด
เรื่องราวที่จะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวว่าควรจะจองตั๋วล่วงหน้า เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากใครก็ไม่รู้(เพราะหาต้นตอของผู้กระทำไม่เจอ..โยนกันไปโยนกันมา..)
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งทิพย์จะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด(จ.บุรีรัมย์) แต่บังเอิญว่าเป็นการเดินทางแบบกระทันหันไม่ได้จองตั๋วรถล่วงหน้าเอาไว้ แถมเป็นช่วงวันหยุดยาวอีกต่างหาก ค่ำวันนั้นตัดสินใจไปใช้บริการรถที่หมอชิต ไปถึงก็ตรงไปซื้อตั๋วที่ช่องบริการเลยค่ะ คิดว่าคงต้องได้รอนานแน่ๆ เพราะเราไม่ได้จองตั๋วไว้ เที่ยวแรกๆ คงจะเต็มหมดแล้ว แต่พอไปถึงพนักงานบอกว่า รถจะออกอีกประมาณ 10 นาที เป็นรถปรับอาศชั้น 1 ถ้าสนใจจะเดินทางในเที่ยวนี้ ก็ต้องจ่ายเงินค่าบริการ 340 บาท ซึ่งเป็นค่าบริการในอัตราปกติจากกรุงเทพฯไปบุรีรัมย์ (เพราะทิพย์เคยใช้บริการมาแล้วหลายครั้ง) ก็เลยตกลงซื้อตั๋วทันที จากนั้นก็รีบไปยังชานชาลาเพื่อขึ้นรถ ไปถึงก็งงๆ เพราะรถที่เห็นกลับไม่ใช่รถ ป.1 อย่างที่เราเคยนั่ง ก็แปลกใจนะ แต่ก็เดินขึ้นไปแบบงงๆ อย่างนั้นแหละ ขึ้นบนรถก็ได้ยินผู้โดยสารที่นั่งอยู่คุยกันว่าทำไมเค้าถึงเอาเปรียบมากขนาดนี้ ตอนขายตั๋วบอกว่าเป็นรถปรับอากาศชั้น 1 แต่พอขึ้นรถจริงๆ กลับเป็นรถ ป.2 สภาพแตกต่างกับรถ ป.1 มาก เราก็เลยขอดูตั๋วของคนที่นั่งข้างๆ เออ เราไม่ได้ขึ้นผิดคันแน่ๆ สักพักก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปพูดกับพนักงานบนรถถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารทุกคน ว่าพวกเราทุกคนโดนเอาเปรียบนะ จากนั้นก็พากันลงชื่อ คิดว่าจะต้องเอาเรื่องกับบริษัทนี้แน่ๆ (น้องเค้าบอกว่าจะฟ้อง สคบ.) พอเกิดปัญหาแบบนี้พนักงานก็เลยติดต่อไปหาใครก็ไม่รู้ และอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เอาเงินมาคืนผู้โดยสารทุกคนๆ ละ 100 บาท และเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ กว่าจะได้ออกเดินทางทิพย์ต้องนั่งรออยู่บนรถเกือบสองชั่วโมง เข็ดกับการเดินทางแบบกะทันในช่วงเทศกาลไปเลย
เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ทิพย์คิดนะว่า ไม่รู้ว่าจะมีคนที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้กันอีกกี่คน ทุกๆเทศกาลหรือวันหยุดติดต่อกันหลายวันเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วกี่หน แล้วจะมีซักกี่ครั้งที่ผู้โดยสารอย่างเราจะกล้าทวงคืนความเป็นธรรมให้กับตัวเอง นึกชื่นชมในความกล้าของน้องผู้หญิงคนนั้น และอีกหลายๆ คน เมื่อใดที่เราถูกเอารัดเอาเปรียบเมื่อใดที่รู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น และเราไม่ยอมรับกับการกระทำนั้น เราร่วมมือกันต่อต้าน ต่อสู้เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นตัวอย่างของการรวมพลังกันของคนกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถเรียกร้องให้ผู้ที่เอารัดเอาเปรียบต้องหันกลับมามองว่า พวกเขาไม่ควรจะทำอย่างนั้นอีก เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับมันอาจไม่คุ้มกับความเสียหายในอนาคต และพวกเขาก็ควรปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม มีความซื่อสัตย์กับอาชีพของเขาจะดีที่สุด
ถ้าในสังคม คนทุกคน ทุกอาชีพ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและสังคมแล้ว สังคมนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว..
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งทิพย์จะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด(จ.บุรีรัมย์) แต่บังเอิญว่าเป็นการเดินทางแบบกระทันหันไม่ได้จองตั๋วรถล่วงหน้าเอาไว้ แถมเป็นช่วงวันหยุดยาวอีกต่างหาก ค่ำวันนั้นตัดสินใจไปใช้บริการรถที่หมอชิต ไปถึงก็ตรงไปซื้อตั๋วที่ช่องบริการเลยค่ะ คิดว่าคงต้องได้รอนานแน่ๆ เพราะเราไม่ได้จองตั๋วไว้ เที่ยวแรกๆ คงจะเต็มหมดแล้ว แต่พอไปถึงพนักงานบอกว่า รถจะออกอีกประมาณ 10 นาที เป็นรถปรับอาศชั้น 1 ถ้าสนใจจะเดินทางในเที่ยวนี้ ก็ต้องจ่ายเงินค่าบริการ 340 บาท ซึ่งเป็นค่าบริการในอัตราปกติจากกรุงเทพฯไปบุรีรัมย์ (เพราะทิพย์เคยใช้บริการมาแล้วหลายครั้ง) ก็เลยตกลงซื้อตั๋วทันที จากนั้นก็รีบไปยังชานชาลาเพื่อขึ้นรถ ไปถึงก็งงๆ เพราะรถที่เห็นกลับไม่ใช่รถ ป.1 อย่างที่เราเคยนั่ง ก็แปลกใจนะ แต่ก็เดินขึ้นไปแบบงงๆ อย่างนั้นแหละ ขึ้นบนรถก็ได้ยินผู้โดยสารที่นั่งอยู่คุยกันว่าทำไมเค้าถึงเอาเปรียบมากขนาดนี้ ตอนขายตั๋วบอกว่าเป็นรถปรับอากาศชั้น 1 แต่พอขึ้นรถจริงๆ กลับเป็นรถ ป.2 สภาพแตกต่างกับรถ ป.1 มาก เราก็เลยขอดูตั๋วของคนที่นั่งข้างๆ เออ เราไม่ได้ขึ้นผิดคันแน่ๆ สักพักก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปพูดกับพนักงานบนรถถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารทุกคน ว่าพวกเราทุกคนโดนเอาเปรียบนะ จากนั้นก็พากันลงชื่อ คิดว่าจะต้องเอาเรื่องกับบริษัทนี้แน่ๆ (น้องเค้าบอกว่าจะฟ้อง สคบ.) พอเกิดปัญหาแบบนี้พนักงานก็เลยติดต่อไปหาใครก็ไม่รู้ และอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เอาเงินมาคืนผู้โดยสารทุกคนๆ ละ 100 บาท และเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ กว่าจะได้ออกเดินทางทิพย์ต้องนั่งรออยู่บนรถเกือบสองชั่วโมง เข็ดกับการเดินทางแบบกะทันในช่วงเทศกาลไปเลย
เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ทิพย์คิดนะว่า ไม่รู้ว่าจะมีคนที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้กันอีกกี่คน ทุกๆเทศกาลหรือวันหยุดติดต่อกันหลายวันเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วกี่หน แล้วจะมีซักกี่ครั้งที่ผู้โดยสารอย่างเราจะกล้าทวงคืนความเป็นธรรมให้กับตัวเอง นึกชื่นชมในความกล้าของน้องผู้หญิงคนนั้น และอีกหลายๆ คน เมื่อใดที่เราถูกเอารัดเอาเปรียบเมื่อใดที่รู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น และเราไม่ยอมรับกับการกระทำนั้น เราร่วมมือกันต่อต้าน ต่อสู้เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นตัวอย่างของการรวมพลังกันของคนกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถเรียกร้องให้ผู้ที่เอารัดเอาเปรียบต้องหันกลับมามองว่า พวกเขาไม่ควรจะทำอย่างนั้นอีก เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับมันอาจไม่คุ้มกับความเสียหายในอนาคต และพวกเขาก็ควรปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม มีความซื่อสัตย์กับอาชีพของเขาจะดีที่สุด
ถ้าในสังคม คนทุกคน ทุกอาชีพ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและสังคมแล้ว สังคมนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว..
Thursday, August 19, 2010
เที่ยวงานแห่เทียนวันเข้าพรรษาที่บุรีรัมย์

ปีนี้มีโอกาสได้ไปดูงานแห่เทียนวันเข้าพรรษาที่ จ.บุรีรัมย์ (27ก.ค.53) แต่ก่อนที่จะเล่าถึงบรรยากาศของงาน ต้องขอพูดถึงวันเข้าพรรษาก่อนซักนิดนึง วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่า จะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา พิธีเข้าพรรษานี้ ถือเป็นขัอปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา
ไปดูงานแห่เทียนพรรษาครั้งนี้ จุดที่ไปยืนชมเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนแห่ อยู่ข้างเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ขบวนจะเคลื่อนไปรอบเมือง ผ่านหอนาฬิกา ตลาด สถานีตำรวจ และกลับมาสิ้นสุดที่เดิม แต่บอกก่อนว่าทิพย์ไม่ได้เดินไปพร้อมกับขบวนแห่หรอก เพราะจากที่ประมาณระยะทางแล้วก็ไกลพอสมควร (สำหรับทิพย์นะ) ก็ได้แต่ยืนดูที่จุดเริ่มต้น โชคดีที่วันนั้นช่วงเช้าครึ้มฟ้าครึ้มฝน บางครั้งก็ฝนตกปรอยๆ บางครั้งแดดออกแต่ก็ไม่ร้อนมากนัก บรรยากาศของงานสนุกมากๆ (สังเกตุจากชาวบ้านที่มาในขบวนแห่ ทั้งเต้น ทั้งรำ น่าสนุกดี) เพื่อนบอกว่ามีประกวดขบวนแห่ด้วย แต่ละขบวนมาจากวัดต่างๆ มีการตกแต่งต้นเทียนอย่างสวยงาม มีนักเรียนเข้าร่วมในขบวนแห่ด้วย ซึ่งทิพย์คิดว่าดีนะ เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีไทย อย่างน้อยก็ไม่สูญสลายไปตามกาลเวลา หรือลงลืมกันไปเพราะหันไปนิยมวัฒนธรรมต่างชาติกันซะหมด
สรุป ไปเที่ยวงานแห่เทียนวันเข้าพรรษาครั้งนี้รู้่สึกภูมิใจในความเป็นไทย ประเทศเรามีอะไรดีๆ ที่ประเทศอื่นไม่มีอย่างเรา คนไทยเราก็มีใจรักในประเพณีของเราและยังร่วมกันสืบทอดเอาไว้ไม่ให้สูญหายไปอีกด้วย ต่อให้อีกร้อยปี หรือหลายร้อยปี ประเพณีแห่เทียนพรรษาก็ยังคงจะมีอยู่คู่กับบ้านเมืองเราสืบไป
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก th.wikipidia.org
ป้ายกำกับ:
งานแห่เทียนพรรษา,
เทศบาลเมืองบุรีรัมย์,
วันเข้าพรรษา
Friday, May 21, 2010
ศึกษาดูงานต่อต้านยาเสพย์ติด อุดร-หนองคาย-ลาว
ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านหัวหน้าฝ่ายทะเบียน (ฝ่ายเชาวนาท) ที่กรุณาให้ทิพย์ได้มีโอกาสเข้าร่วมในโครงการศึกษาดูงานต่อต้านยาเสพย์ติดในครั้งนี้ด้วยค่ะ เดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ฝ่ายทะเบียนของเราส่งตัวแทนเข้าร่วมในโครงการจำนวน 7 คน (พี่สมชาย พี่ปัญญา พี่แป้น พี่ติ๋ม พี่ตี๋ ก้อย ทิพย์) รถออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ 6พ.ค.53 เวลาประมาณทุ่มครึ่ง ถึงวัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคายก็ประมาณ6โมงเช้าของวันที่7พ.ค.53 หลังจากปฏิบัติภารกิจส่วนตัวเสร็จก็ร่วมกันรับประทานอาหารเช้าที่วัดโพธิ์ชัย (ข้าวต้ม ต้มเลือดหมู กาแฟ โอวัลติน) และนมัสการหลวงพ่อพระใส
วัดโพธิ์ชัย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย ประวัติวัดโพธิ์ชัย เดิมชื่อวัดผีผิว วัดนี้ใช้เป็นที่เผาผีหรือเผาศพ และมีผีดุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดโพธิ์ชัยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน ชั้นหลังหล่อด้วยทองสุก(ทองคำที่มีเนื้อทองคำบริสุทธิ์ประมาณ92เปอร์เซนต์ สีทองคำจะมีสีเหลืองเข้มเรียกว่า สีทองสุก) มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง2คืบ8นิ้ว สูงจากเบื้องล่างพระชงฆ์ถึงยอดพระเกศา 4คืบ1นิ้ว มีห่วงกลมขนาดหัวแม่มือจำนวน3ห่วง ติดกับพระแท่นซึ่งหล่อติดกับองค์พระใสสำหรับผูกเชือกติดกับยานเวลาอัญเชิญลงมาแห่รอบเมืองให้ประชาชนได้สรงน้ำในวันสงกรานต์ หลวงพ่อพระใสจัดสร้างขึ้นโดย พระราชธิดาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งล้านช้าง ทั้ง3พระองค์ คือ พระสุก พระเสริม และพระใส พระสุกนั้นได้จมลงที่แม่น้ำโขง ขณะอัญเชิญลงมายังกรุงเทพ บริเวณที่พระสุกจมลงชาวบ้านจึงเรียกว่า เวินพระสุก ซึ่งปรากฎอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนพระเสริมนั้นได้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดปทุมวนาราม
หลังจากที่นมัสการหลวงพ่อพระใสเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปศึกษาดูงานต่อต้านยาเสพย์ติด ณ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี และเดินทางเข้าสู่ประเทศลาว ที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันกับประเทศไทยเรา ไกด์สาวชาวลาวพาเราเข้าชมและนมัสการหลวงพ่อวัดสีเมือง จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดพระแก้วซึ่งเดิมเคยประดิษฐานพระแก้วมรกตซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ในประเทศไทย ผ่านประตูชัย(ในภาพด้านบนคือประตูชัยของประเทศลาวค่ะ)เดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุหลวง และกลับเข้าสู่ประเทศไทยในเวลาเย็น เข้าพักค้างคืนที่โรงแรมบ้านเชียง อ.เมือง จ.อุดรธานี เช้าวันที่8พ.ค.53 เดินทางไปศึกษาดูงานต้านยาเสพย์ติดและโครงการศิลปาชีพบ้านกำแมด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เข้าเยี่ยมชมโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้านกำแมด ต่อจากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาดูงานเครือข่ายชุมชนแก้ไขปัญหายาเสพย์ติดบ้านสวนมอญ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และเดินทางกลับที่พัก ณ โรงแรมบ้านเชียง เช้าของวันที่9พ.ค.53 เดินทางกลับกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ ถึงกรุงเทพเวลาประมาณ2ทุ่ม
สรุป ในการเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ประทับใจกับการต้อนรับของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้าน คือ ชาวบ้านกำแมด และชาวบ้านสวนมอญ ทุกคนดูเป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ที่ประเทศลาว ได้เห็นนักเรียนนักศึกษาชาวลาวนุ่งผ้าถุงไปเรียน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศลาวเค้าได้ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้ลูกหลานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของประเทศเอาไว้ เราชาวไทยน่าจะหันมาอนุรักษ์วัฒนธรรมของเรากันบ้าง อย่างเช่น เปลี่ยนจากกระโปรงสั้นสูงเหนือเข่า เสื้อรัดรูป มาเป็นนุ่งผ้าถุงพื้นเมือง หรือไม่ก็แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของแต่ละภาคไปเรียนน่าจะดีน่ะ แต่ที่แน่ๆ หนุ่มๆ หลายคนคงจะคัดค้านกันเป็นแถว ด้วยเหตุผลที่ว่าจะไม่ได้เห็นภาพของน้องๆนักศึกษาแต่งตัวอย่างทุกวันนี้ละมั๊ง หึๆๆ ..ประเทศไทย..เราไปฟังเพลงหลงวัฒน์-คาราบาวกันเถอะ..
ป้ายกำกับ:
บ้านกำแมด,
บ้านสวนมอญ,
ลาว,
วัดโพธิ์ชัย,
หนองคาย,
หลวงพ่อพระใส,
อุดรธานี
สวนนงนุช-พัทยา 2 พ.ค. 53
กลับมาแล้วจ้า หายไปหลายเดือนก็ได้เวลามาอัพเดตข่าวคราวให้เพื่อนๆได้อ่านกันอีกแล้ว ไปครั้งนี้(2พ.ค.53)ก็ไปพัทยาอีกเช่นเคยค่ะ (เพราะว่ามันใกล้ดี) แต่ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปชมสวนนงนุชที่เค้าล่ำลือกันนักกันหนาว่าสวยงาม อลังการงานสร้างค่ะท่านผู้ชม น้องชายขับรถมารับแต่เช้า ถึงสวนนงนุชก็ประมาณ 10 โมงเช้า สวนนงนุชอยู่เลยพัทยาใต้ไปตามถนนสุขุมวิท ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงกิโลเมตรที่ 163 แยกซ้ายไปอีก 3.5 กิโลเมตร เป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ภายในสวนมีบ้านทรงไทย สวนไม้ดอก ไม้ประดับนานาชนิด สวยงามมากเลยทีเดียวค่ะ อ้อ มีการแสดงของช้าง และการแสดงต่างๆ เยอะแยะเลยค่ะ ที่ประตูทางเข้าเราต้องซื้อบัตรผ่านประตูก่อน คนละ 100 บาท แต่ถ้าเราจะเข้าชมการแสดงด้วยก็ต้องซื้อบัตรอีกราคานึงนะคะ ไปวันนี้อากาศร้อนอบอ้าว แต่พอไปถึงที่สวนนงนุชฝนตกพอดีเลย บรรยากาศก็เลยชุ่มฉ่ำขึ้นมาหน่อย หลังจากหาที่จอดรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มกันเลย เข้าไปที่ซุ้มทางเข้าเจอเจ้าตัวหน้าตาประหลาด ตัวสีเทาๆ หน้าตาคล้ายๆกับม้า แต่ตัวเล็กกว่า อ๋อ เจ้าลานี่เอง ฮ่าๆๆ ลาโง่ ว่ามันเข้าให้ ทันใดนั้นตาก็เหลือบไปเห็นป้ายติดอยู่หน้าคอกของมันนั่นแหละ เขียนว่า "ผมเป็นลา แต่ไม่โง่นะครับ" อ้าว มันเถึยงเราซะงั้น ฮ่าๆๆ นึกขำตัวเอง ก็เลยกดชัตเตอร์ แชะ! เก็บภาพน่ารักๆของมันไว้ซะเลย กล้าดียังงัยมาเถียงเรา ฮึ! เดินเข้าไปอีกหน่อย มาอีกแล้ว ตัวอะไรอีกเนี่ย นึกอยู่นาน อ๋อ เพื่อนทิพย์เอง แพะรับบาป ฮ่าๆ (งงใช่มั๊ยคะว่ามันเป็นเพื่อนทิพย์ได้งัย ก็ทิพย์เกิดปีแพะนะสิ อิอิ) มีตั้งหลายตัว ตัวเล็กตัวใหญ่ ทั้งแพะ ทั้งแกะ วัว ม้า ควาย กวาง เต็มไปหมดเลย ส่วนที่วิ่งไปวิ่งมาข้างนอกคอกได้จะเป็นแพะกับแกะ พวกมันคุ้นกับคนมาก ข้างในมีถั่วฝักยาวขายให้กับนักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นอาหารของพวกมันด้วย บรรยากาศวุ่นวายน่าดู เพราะถ้ามันเห็นใครถือถั่วฝักยาวไว้ในมือ พวกมันจะกรูกันเข้ามาขอกินกันเป็นฝูงเลย เผลอแป๊บเดียวหมด พอให้อาหารพวกแพะพวกแกะเสร็จ ก็เดินต่อไปถึงเวทีการแสดง เป็นวงดนตรีเล่นกันสดๆ กลางแจ้ง แดดร้อนๆ กันนั่นเลย ขาแดนซ์ข้างล่างนี่ก็เต้นกันจัง สงสัยจะบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ด้วย ถึงได้มีอารมณ์เต้นกลางแดดร้อนได้กันขนาดนั้น (วันนี้คนมาเที่ยวเยอะมาก สังเกตเอาว่าน่าจะเป็นกรุ๊ปทัวร์ เพราะส่วนใหญ่มีป้ายชื่อกันทุกคน) เดินเลยขึ้นไปข้างบนก็จะพบกับลานน้ำพุ(อยู่ใกล้ๆกับเวทีการแสดงนั่นแหละ) เดินขึ้นไปอีกนิดก็จะเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับสวยงามมาก เดินชมสวนอยู่นานพอสมควร รู้สึกว่าเริ่มจะเมื่อยกันแล้ว(ทั้งๆที่เดินยังไม่ทั่วเลย) บวกกับสภาพอากาศตอนเที่ยงวันนี่มันช่างร้อนซะจริงๆ เดินต่อไม่ไหวก็เลยออกจากสวนนงนุช มุ่งหน้ากลับมายังพัทยา มานั่งริมชายหาดบรรยากาศเย็นๆ สั่งปูม้า กุ้งนึ่งมานั่งทานเล่น พอถึงเวลาเย็นก็ลงมาเดินเล่นน้ำทะเลซะหน่อย ไหนๆ ก็มาถึงทะเลแล้วนี่นา พระอาทิตย์กำลังตกน้ำ ก้มดูนาฬิกาได้เวลากลับกรุงเทพฯกันแล้วสิ กลับถึงกรุงเทพฯก็ประมาณ 2 ทุ่ม
สรุป ไปเที่ยวครั้งนี้ อากาศร้อนสุดๆ แต่ก็ได้มานั่งพักผ่อนริมชายหาดนี่แหละ รู้สึกผ่อนคลาย สบายใจสุดๆ วางแผนในใจเอาไว้ว่า เที่ยวครั้งหน้าอยากไปเกาะซักแห่ง กลับมานอนคิดดูก่อนว่าจะไปเกาะไหนดี...ไปเที่ยวเกาะกันไหมคะเพื่อนๆ
ป้ายกำกับ:
การแสดงช้าง,
บ้านทรงไทย,
พัทยา,
ไม้ดอกไม้ประดับ,
สวนนงนุช
Tuesday, November 17, 2009
พักผ่อนที่พัทยา 23-25ต.ค.52

ไปครั้งนี้เมื่อวันที่23ต.ค.52 กับพี่ปัท พี่ชาติ(แฟนพี่ปัท) และน้องกิ๊ฟ(ลูกสาวพี่ปัท) รวมๆก็ไปกัน4คน ทีแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าจะไปรึไม่ไปดี สุดท้ายก็ตัดสินใจส่งข้อความบอกพี่ปัทเอาวันไปนั่นแหละ..ออกจากกรุงเทพฯประมาณ11โมง แวะซื้อข้าวหลามที่หนองมน ถึงพัทยาประมาณบ่าย3โมง แวะซื้ออาหารก่อนเข้าที่พัก ครั้งนี้เราพักกันที่ Botany Beach & Resort ไปถึงห้องพักทิพย์ก็รีบจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าลงสระว่ายน้ำทันที ด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นน้ำมากก็ลงแช่น้ำอยู่นั่นน่ะเป็นชั่วโมงๆ แขกที่มาพักส่วนมากเป็นต่างชาติ (ชาวรัสเซียเป็นส่วนใหญ่) คนไทยเห็นมีไม่กี่รายเอง มื้อค่ำพี่ปัทพาออกไปทานข้างนอก ชื่อร้านจำไม่ได้แล้วแต่อาหารที่นี่อร่อยมาก และที่สำคัญที่ทิพย์จะไม่มีวันลืมเลย คือ รอนานมากกกกกกกกกกก..รอสี่คิวปาไปเกือบชั่วโมง พี่ปัทบอกว่าร้านนี้อาหารอร่อย และต้องรอนาน ใครที่ไม่เคยเข้าร้านนี้ ถ้ามาครั้งแรกจะหงุดหงิด (ดีนะที่เรารู้แล้ว แต่ก็หงุดหงิดอยู่ดี เพราะหิว555+)
เช้าวันที่24 ตื่นเช้าก็ออกไปเดินดูบรรยากาศของชายหาดยามเช้า ที่นี่เงียบสงบจริงๆ ผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน (สงสัยฝรั่งจะเที่ยวตอนกลางคืนแล้วตื่นสายกันมั๊ง คิดเอาเองนะคะ) มีชาวต่างชาติมาว่ายน้ำสองสามคน พอเดินเลยสระว่ายน้ำออกไปก็เป็นชายหาด ถ้าหันหน้าไปที่ทะเล ซ้ายมือจะเป็นท่าเรือยื่นออกไปกลางทะเล มีเรือจอดอยู่ไกลๆ ด้านขวามือจะโล่ง มองเห็นแนวหาดทรายโค้งยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา เดินเล่นได้ซักพักพี่ปัทก็โทรตามให้ไปทานอาหารเช้า มื้อเช้าของเช้าวันแรกเป็นบุฟเฟต์ของทางโรงแรม ทานเสร็จก็พักผ่อนกันตามอัธยาศัย ส่วนทิพย์ก็นั่งเล่นเน็ตทั้งวัน ดูทีวีมั่ง หลับมั่ง เรียกว่าพักผ่อนเต็มที่เลย ห้องพักเป็นห้องสุดท้ายติดกับสระว่ายน้ำ เวลาเปิดผ้าม่านออกจะมองเห็นวิวด้านนอกสวยงามมาก มีต้นไม้ ดอกไม้ สระน้ำ บรรยากาศสดชื่นสุดๆ บ่ายๆ ก็ไปนั่งเล่นกันที่ชายหาดสั่งส้มตำปูม้ามานั่งกินกัน เย็นๆก็ลงสระว่ายน้ำเล่นกันอีก ครั้งนี้ทิพย์ได้เพื่อนใหม่เป็นชาวรัสเซียด้วยนะ ชื่อ เอลิซ่า เอลิซ่าเป็นหมอ เค้าบอกว่าเค้าได้หยุดพักผ่อนตั้งเดือนนึงแน่ะ มาเที่ยวเมืองไทยอาทิตย์นึง พึ่งจะมาถึงพัทยาวันนี้และก็จะกลับมอสโคอาทิตย์หน้า เห็นมั๊ยว่ามิตรภาพเกิดขึ้นได้ทุกที่จริงๆ อิอิ เล่นน้ำอยู่นานจนรู้สึกว่าแสบหน้ามากก็เลยขึ้นไปอาบน้ำ (เพื่อนๆเชื่อมั๊ยคะว่าหน้าทิพย์แดงไปทั้งหน้าเลย พอตื่นเช้ามาหน้าเริ่มลอก เป็นขุยๆอ่ะ สงสัยว่าหน้าทิพย์จะแห้งมากแน่ๆเลย)..
เช้าวันที่25 ก็ตื่นแต่เช้าเหมือนเคย หลังจากทานอาหารเช้าเป็นบุฟเฟต์ของทางโรงแรมเสร็จ ก็ออกไปเดินเล่นชายหาดอีกครั้ง ครั้งนี้เดินไปไกลกว่าเดิม พอสายๆจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติลงมาเล่นน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสายแดดก็ยิ่งแรงขึ้นแรงขึ้น เดินต่อไปไม่ไหวเพราะมันร้อนมาก ก็เลยกลับเข้าห้องพักเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯ (ยังไม่อยากกลัยเลยอ่ะ อยากพักต่ออีกซักเดือนนึง55)..ออกจากพัทยาประมาณบ่าย2โมง แวะซื้อขนมติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนๆที่ทำงาน และก็แวะพักกันอีกทีที่ทะเลเมืองชลบุรี จากนั้นก็เดินทางกันต่อ ถึงกรุงเทพประมาณ6โมงครึ่ง..
สรุป ไปพัทยาครั้งนี้เรียกได้ว่า ไปพักผ่อนจริงๆ ไม่อยากกลับเลย ขอขอบคุณพี่ปัทกับพี่ชาติมากๆนะคะที่กรุณาพาน้องทิพย์ไปด้วย ครั้งหน้าถ้าไปเขาหลัก หรือขึ้นเหนือ ก็อย่าลืมชวนน้องอีกนะคะ อิอิอิ
ป้ายกำกับ:
Botany Beach Resort,
ชายหาดเมืองพัทยา,
พัทยา,
หนองมน
Subscribe to:
Posts (Atom)