Friday, June 17, 2011

ทางสายใหม่?



มาแล้วๆ หลังจากที่ห่างหายจากบล็อกไปหนึ่งเดือนเต็มๆ วันนี้มาพร้อมกับเรื่องราวใหม่ๆ ในชีวิต ที่เตรียมมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันด้วยความตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ที่ได้รับ ราวกับปลาได้น้ำใหม่ ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ช่วยจุดประกายแห่งความกระตือรือร้นเพื่อค้นหา เรียนรู้ ปรับตัว ให้พร้อมรับกับสิ่งใหม่ๆ ด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น และความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายๆ องค์กรถึงมีนโยบายให้พนักงานได้มีการปรับเปลี่ยน สลับสับเปลี่ยน หมุนเวียนกันปฏิบัติงานเป็นระยะๆ นี่คือเหตุผลที่รับรู้ได้ด้วยตนเอง แม้จะได้ศึกษาร่ำเรียนมาสักแค่ไหน นั่นเป็นเพียงทฤษฎี ซึ่งตอนนี้ทิพย์รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกของตนเองเลยทีเดียว ถ้ามีใครมาถามทิพย์ว่า เห็นด้วยรึเปล่ากับการโยกย้าย สับเปลี่ยนการปฏิบัติงานของพนักงาน ทิพย์จะรีบตอบไปทันทีเลยว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากการโยกย้าย สับเปลี่ยน จะเป็นการป้องกันการสร้างฐานอำนาจในด้านต่างๆ ของตัวบุคคลแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้พนักงานมีความกระตือรือร้นในการทำงาน ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และมีความคิดริเริ่มเพื่อที่จะทำในสิ่งใหม่ๆได้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 เป็นวันที่ทิพย์เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ ณ ที่ทำงานแห่งใหม่ (แต่ก็ยังเป็นหน่วยงานของกรุงเทพมหานครเช่นเดิม) ในวันนั้นทิพย์รู้สึกใจหาย มองดูเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เคยทำงานด้วยกัน ทุกคนยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อบริการประชาชนอย่างเช่นทุกวัน ใครว่าข้าราชการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ทิพย์คนหนึ่งล่ะที่ขอปฏิเสธประโยคนี้แบบสุดใจขาดดิ้น เพราะข้าราชการอย่างเราทำงานจนแทบไม่มีเวลาแม้จะปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวกันเลย ลุกไปแล้วก็ต้องรีบกลับด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมงานที่นั่งทำงานอยู่ท่ามกลางสายตาของประชาชนสองสามร้อยคู่ แต่ทุกคนก็ยังคงทำงานด้วยความเสียสละและอดทน

ก่อนเดินทางก็ถือโอกาสไปร่ำลาพี่ๆน้องๆ ทุกๆฝ่าย และสุดท้ายที่งานบัตรฯ ฝ่ายทะเบียน เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน จะยังคงอยู่ในความทรงจำของทิพย์ โดยเฉพาะพี่ปัท หัวหน้างานบัตรฯ พี่ปัทเป็นผู้ที่สอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับทิพย์ เป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่งที่ทิพย์จะไม่มีวันลืมเลย หลังจากร่ำลากันเรียบร้อยก็เที่ยงพอดี เราจึงออกเดินทางกัน มีพี่ตี๋ช่วยขับรถไปส่ง พี่แป้น พี่กุ้งก็ไปด้วย ไปถึงที่หมายประมาณบ่ายโมง พี่ๆที่ทำงานใหม่ก็ต้อนรับด้วยความอบอุ่น ดูเป็นกันเอง พร้อมกับคำขู่เล็กๆ ที่ทำให้ทิพย์รู้สึกท้าทายเป็นที่สุด และวันนึงทิพย์ก็จะได้รู้ว่าคำขู่เหล่านั้น เท็จจริงแค่ไหน

หลังจากที่พี่ๆ ทั้ง 3 คน(พี่ตี๋ พี่แป้น พี่กุ้ง)กลับไปแล้ว หัวหน้าฝ่าย(ฝ่ายพรทิพย์) ก็ได้นำหนังสือคู่มือการปฏิบัติงานมาให้ทิพย์ศึกษาไปพลางๆ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติงานจริงในวันรุ่งขึ้น และแล้ววันแรกของการทำงานก็ผ่านไป..ด้วยความรู้สึกดี

ภาพด้านบน คือชั้นบนสุดของอาคารที่ทิพย์ทำงานอยู่ในปัจจุบัน ช่วงเวลาเย็นๆ ของทุกๆ วัน ทิพย์จะชอบมายืนอยู่ตรงบริเวณนี้ แล้วมองออกไปด้านนอกเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย เรียกความสดชื่นกลับคืนมาหลังจากที่คร่ำเคร่งกับงานมาทั้งวัน..บรรยากาศบนที่สูงช่วยให้เรามองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ไกลจริงๆ..

พรุ่งนี้ ครบรอบ 1 เดือนที่ทิพย์ทำงาน ณ ที่แห่งใหม่ ที่นี่เหมือนเป็นทางเดินสายใหม่ของทิพย์ ที่ทิพย์จะต้องเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด แม้ในวันข้างหน้าทิพย์จะไม่รู้เลยว่า จะอยู่ ณ ที่แห่งใดของหน่วยงานนี้ แต่ที่ทิพย์มั่นใจคือในวันนี้ทิพย์จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจและด้วยความพร้อมที่จะทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ อย่างสุดความสามารถ..

Monday, May 16, 2011

สังสรรค์วันหยุดที่หาดนางรำ


วันหยุดติดต่อกันหลายวันแบบนี้ (13-17พ.ค.54) เป็นโอกาสอันดีเหมาะแก่การท่องเที่ยวอีกเช่นเคย ครั้งนี้ไปกันที่หาดนางรำ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ออกเดินทางตอนสายๆ ของวันที่ 15พ.ค.54 ไปแวะบ้านเพื่อนที่บ่อวิน ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปยังหาดนางรำ

หาดนางรำ ชายหาดสวย น้ำใส ทรายขาว ริมชายหาดรายล้อมด้วยทิวสน ที่ชายหาดแห่งนี้ ในวันนี้เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ หลบร้อนมาพักผ่อนหาความสำราญใจ บ้างก็พาลูกหลานมาเล่นน้ำทะเล บ้างก็มาเป็นคู่ บ้างก็มากันเป็นหมู่คณะ บางกลุ่มก็จัดเตรียมข้าวปลาอาหารมาจากที่บ้าน บางกลุ่มก็มาซื้อหาอาหารกันที่ร้านค้าริมชายหาด บางกลุ่มก็นำมะละกอและเครื่องปรุงมาตำส้มตำกินกันที่ริมชายหาดเลยก็มี บรรยากาศของที่นี่ก็เลยดูคึกคัก เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งความสุขของผู้คน กลุ่มนู้นบ้าง กลุ่มนี้บ้าง ดังมาเป็นระยะๆ จะว่าไปเสียงหัวเราะนี่ก็สร้างความสุขแก่ผู้ฟังได้เหมือนกันนะ ทำให้สดชื่น ชุ่มฉ่ำใจ ผ่อนคลายสบายใจดีค่ะ

กลุ่มของเราไปกัน 5 คน เตรียมเสื่อ เตรียมเครื่องดื่มไปด้วย เนื่องจากว่าถ้าเราซื้อที่ร้านค้าริมชายหาดจะมีราคาค่อนข้างแพง ทิพย์สั่งส้มตำปูม้าและส้มตำหอยดองมาอย่างละจาน ราคาจานละ 50 บาท หอยแครงลวกจานละ 80 บาท (นับได้ 30 ตัว) คิดเอาไว้ครั้งหน้าเราต้องซื้อหอยแครงแล้วลวกและนำมาเองจะดีกว่า หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ก็ได้เวลาพักผ่อน เข้าตำรา หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ประกอบกับสายลมเย็นๆ ทำให้ทิพย์รู้สึกง่วงขึ้นมาทันที เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ทิ้งให้กลุ่มเพื่อนสังสรรค์กันไปก่อน..

ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น มาร่วมวงต่อในตอนเย็น แดดร่มลมตกก็ไปเดินเล่นชายหาดซะหน่อย เดี๋ยวใครๆ จะหาว่ามาไม่ถึงทะเล (เพราะเอาแต่กินกับนอน) หกโมงเย็นได้เวลากลับกันแล้ว แวะแสมสาร ซื้อหอยเชลล์กับปลาหมึกมาย่างกินกันต่อที่บ้านเพื่อน ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านในเวลาสามทุ่ม

ขณะที่นั่งเขียนบล็อคอยู่ก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่า เราไม่ได้ชวนน้องชายคนนึงไปด้วยนี่นา นี่ถ้าโพสต์เรื่องนี้ลงบล็อคแล้วน้องมันจะเคืองเรารึเปล่าที่ไปไม่ชวน เอาเป็นว่า ครั้งนี้อย่าเคืองพี่เลยนะน้อง ครั้งหน้าจะรีบชวนก่อนใครเลย..ขอบคุณน้ำใจจากเพื่อนใหม่พร้อมกับคนพิเศษที่ร่วมเดินทางกันไปในทริปนี้..

Tuesday, May 10, 2011

การเดินทางบนเส้นทางต่างระดับ


เหตุการณ์ที่ทิพย์ได้พบเจอมากับตัวเองนี้ เป็นคนละวัน คนละสถานที่ คนละเส้นทาง และคนละยานพาหนะ เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้ว (วันนี้วันที่ 10 พ.ค.54) วันนั้นหลังจากเลิกงาน ทิพย์มีนัดสำคัญต้องเดินทางไป จ.สมุทรสาคร ด้วยรถประจำทางของ ขสมก. สาย ปอ.68 บางลำพู-สมุทรสาคร ในช่วงเวลาเย็นๆ แบบนี้ ผู้คนช่างแออัดซะเหลือเกิน ในรถเมล์คันนี้แทบจะไม่มีที่ยืน แต่ด้วยน้ำใจที่เผื่อแผ่ให้เพื่อนร่วมทาง ซึ่งต่างก็มีภาระหน้าที่ความจำเป็นเช่นเดียวกัน จะเบียดเสียดเยียดยัดกันสักแค่ไหน ก็ยินดีที่จะแบ่งที่ยืนให้กันได้อีก เอาน่ะ ใครถึงก่อนคนนั้นก็ลงก่อน ผู้คนเหล่านั้นเขาก็คงจะชินกับสภาพบนรถเมล์เมืองไทยกันแล้วล่ะ แต่ทิพย์นี่สิ ไม่ค่อยได้ใช้บริการรถเมล์ซักเท่าไหร่ ก็เลยค่อนข้างรู้สึกได้ถึงความอึดอัด จนแทบจะถอดใจ ไหนจะข้าวของพะรุงพะรังในสองมือนี่อีกล่ะ หนักก็หนัก จะทนยืนโหนรถเมล์ได้ถึงที่หมายรึเปล่าก็ไม่รู้ มองไปที่เบาะตรงหน้า มีหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับทิพย์นั่งอยู่ ดูแล้วเธอคงจะสบายกาย สบายใจ ไม่คำนึงถึงสภาพเพื่อนร่วมทางที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอเลย เธอแต่งกายดูเก๋ร่วมสมัย กางเกงขาสั้นหลวมๆ สีน้ำตาลเข้ม ทับเสื้อลายดอกไม้เล็กๆ โทนสีเหลืองอ่อน คาดด้วยเข็มขัดเส้นโต ผมของเธอถูกรวบและเกล้าขึ้นด้านบนแบบหลวมๆ เธอกำลังง่วนอยู่กับการแชทบีบีกับใครก็ไม่รู้ บางครั้งเธอก็อมยิ้ม บางครั้งเหมือนเธอกำลังคิด มือเธอก็กดปุ่มแป้นตัวอักษรอย่างคล่องแคล่วซะเหลือเกิน ไม่นานนักเธอก็วางมือจากการแชท ทิพย์จึงได้เห็นว่าที่หน้าจอบีบีของเธอ เป็นรูปของชายหนุ่มหน้าตาดีคนนึง แต่ก็ไม่มีความสำคัญอะไรที่ทิพย์จะต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร รู้แค่ว่าเธอสนใจแต่บีบีเครื่องนั้นจนไม่สนใจสิ่งรอบข้างและเพื่อนมนุษย์รอบตัวเธอเลย ทิพย์จึงละสายตาจากเธอหันไปมองดูสภาพการจราจรด้านนอก ที่ติดขัดซะจนอยากจะลงไปเดินให้มันรู้แล้วรู้รอด ทันใดนั้นเอง ข้าวของในมือทิพย์ก็ถูกดึงออกไป พร้อมกับเสียงที่ได้ยินเบาๆ ว่า "ถือให้ค่ะ" ทิพย์หันไปมองดูถึงได้รู้ว่าเป็นเสียงของเธอคนนั้นเอง เพื่อนๆ คะ ความรู้สึกที่ทิพย์มีต่อเธอในตอนแรกนั้นหายไปทันที แทนที่ด้วยความขอบคุณ พร้อมกับคำว่า "ขอบคุณค่ะ" ให้กับเธอคนนั้น ขอบคุณสำหรับน้ำใจที่เธอหยิบยื่นให้บนเส้นทางสาย พระราม 2

เหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมานี้เอง วันนั้นทิพย์จะต้องเดินทางไปจังหวัดชลบุรี ต้องนั่งรถไฟฟ้าจากสถานีตากสินไปต่อรถตู้ที่หมอชิต เหตุการณ์บนรถไฟฟ้าคือเรื่องที่ทิพย์จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันค่ะ ครั้งนี้ก็หอบข้าวของพะรุงพะรังด้วยความจำเป็นอีกเช่นเคย บรรยากาศบนรถไฟฟ้าในเวลาบ่ายแก่ๆ แบบนี้ คงไม่ต้องบรรยายเพราะสภาพไม่ต่างกันกับบนรถเมล์เท่าไหร่นัก จะต่างกันก็ตรงที่เรามองไม่เห็นสภาพการจราจรด้านล่าง มองไปนอกหน้าต่างก็เห็นท้องฟ้ากับตึกสูงต่ำสลับกันไป แต่ก็ยังพอทน ดีกว่าเห็นภาพรถติดเป็นไหนๆ..บนรถไฟฟ้านี้ ในตู้นึงมีที่นั่งด้านซ้ายและขวา ด้านละ7ตัว ซึ่งไม่มีที่ว่างสำหรับทิพย์อยู่แล้วล่ะค่ะ สังเกตเห็นว่า 4 คนใน 7 คนที่นั่งอยู่นี้ ในมือของพวกเขาถืออุปกรณ์สื่อสารอย่างน้อยคนละ 1 เครื่อง มี 1 คนกำลังฟังเพลงหรือไม่ก็คงเล่นเกมหรือโหลดหนังดูฆ่าเวลา อีก 3 คนกำลังง่วนอยู่กับการแชทบีบี แบบไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว(อีกละ) เดี๋ยวนี้ผู้คนเขาไม่คุยกันแล้วหรือนี่ เวลาเจอกันเขาจะคุยกันหรือเปล่านะ หรือว่าแชทแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคุยกัน หรือว่าในอนาคตคนเราอาจจะเป็นใบ้ พูดไม่ได้ เขียนหนังสือไม่เป็น เพราะไม่จำเป็นต้องพูด ไม่จำเป็นต้องเขียน ใช้มือพิมพ์อย่างเดียว..และข้อควรระวังอีกอย่างก็คือ การแชทมากๆ จะทำให้นิ้วล็อคนะคะ..ก็แค่คิดและเตือนพวกเขาเหล่านั้นอยู่ในใจ ไม่กล้าไปละลาบละล้วงหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขาหรอกค่ะ รถไฟฟ้าแล่นผ่านไปเรื่อยๆ สถานีแล้วสถานีเล่า จนถึงสถานีสุดท้าย สถานีหมอชิต เฮ้อ!..ถึงซะที แต่ที่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ชลบุรีต่างหากล่ะคือจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้

การเดินทางของทิพย์ทั้ง 2 ครั้ง มีทั้งความเหมือนและความต่าง ที่ทิพย์นำมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง เพียงแค่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมในปัจจุบัน ในมุมมองของคนหนึ่งคนในสังคมนี้ บางอย่างที่เรามองเห็นเราอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องธรรมดา และเราก็มองผ่านเลยไป หากเราคิดพิจารณา จะพบว่าสิ่งที่เรามองผ่านเลยไปนั้นแฝงไว้ซึ่งปัญหา เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงหรือเปล่า ค่านิยมของสังคมที่ให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าคิดและหาทางแก้ไข..

Tuesday, April 26, 2011

ภาพความทรงจำเมื่อครั้งยังเด็ก

กลับมาอีกครั้ง หลังจากวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ที่ได้มีโอกาสหยุดยาวหลายวัน ทิ้งภาระหน้าที่ หลบหนีความวุ่นวายในเมืองกรุง ไปนอนพักกายพักใจที่บ้านน้อยหลังเดิมที่จากมาร่วมๆ17ปี ตั้งแต่เริ่มเรียน ปวช.ก็จำต้องห่างบ้าน ยิ่งนานวัน เดือน ปี ก็ยิ่งไกลห่างบ้านเราออกไปทุกที เรียน ปวช.กลับบ้านอาทิตย์ละครั้ง เรียน ปวส.เดือนละครั้ง พอทำงาน+เรียนปริญญาตรี นี่ยิ่งไปกันไหญ่ กลับบ้านปีละครั้งสองครั้ง พอได้กลับบ้านบ้านทีก็ได้มีเวลานอนคิดทบทวน ระลึกนึกถึงภาพความทรงจำเก่าๆ ได้นั่งรถผ่านหมู่บ้าน ท้องนา ซึ่งในตอนนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน บ้านเรือนหนาแน่นขึ้น ท้องนาดูโล่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ต้นไม้ที่เคยมีไม่รู้มันหายไปไหนหมดนะ เสาธงของโรงเรียนที่ได้เคยศึกษาเล่าเรียนในวันนี้ยังตั้งตระหง่านเช่นเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปก็คงจะเป็นอาคารไม้ที่เคยเป็นอาคารเรียนไม้2ชั้นนั้นถูกรื้อไปนานแล้ว เมื่อก่อนอาคารหลังนี้ ชั้นล่างเป็นห้องเรียนของนักเรียนอนุบาลและนักเรียนชั้น ป.1 ห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา ส่วนชั้น2 เป็นห้องเรียนของนักเรียนชั้น ป.2 -ป.3 และห้องพักครู นึกถึงคุณครูที่เคยพร่ำสอน นึกถึงความเมตตาของคุณครูที่คงมองเห็นแววแห่งความมุ่งมั่นที่มีในตัวลูกศิษย์คนนี้อยู่บ้าง คุณครูที่เคี่ยวเข็ญให้ต้องฝึกคัดลายมือ ฝึกเขียนเรียงความ ฝึกอ่านหนังสือภาษาไทย ทั้งอ่านในใจ-อ่านออกเสียง คุณครูที่เสียสละเวลาตอนเย็นหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อฝึกฝนลูกศิษย์ส่งไปเป็นตัวแทนประกวดอะไรต่อมิอะไร ทั้งระดับกลุ่มโรงเรียน-ระดับอำเภอ แต่ที่ทิพย์ภาคภูมิใจไม่ใช่ใบประกาศเกียรติคุณหรือรางวัลที่ได้รับจากการชนะการประกวดประชันอะไรนั่นหรอก(เพราะตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเอาไปเก็บไว้ที่ไหน) แต่ทิพย์รู้สึกซาบซึ้งและภาคภูมิใจที่ได้รับความรัก ความเมตตาปราณีจากอาจารย์ต่างหาก หากไม่มีพวกท่านในวันนั้น ก็อาจจะไม่มีดวงทิพย์ จีนมะโน ในวันนี้..ถึงแม้ทิพย์จะไม่ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยียนท่านเลย แต่พระคุณของครูบาอาจารย์ทุกท่านยังตราตรึงอยู่ในดวงใจของดวงทิพย์ไม่มีวันลืม..

วันเวลาผ่านไป..ไวเหมือนโกหก..หลับตานึกย้อนไปถึงวันเวลาเก่าๆ พอลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์ โอ้โห! นี่มันผ่านไปจะเกือบ20ปีแล้วหรือนี่ ชีวิตที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งความเป็นอยู่ อาชีพการงาน และที่สำคัญคืออายุที่บ่งบอกว่าตัวเรานั้น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวทุกข์สุขมาแล้วครึ่งชีวิต แต่ทำไมสถานภาพสมรสในคำร้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนถึงยังเป็น "โสด" เหมือนเดิมก็ไม่รู้ 555+ จะพยายามรักษาสถานภาพนี้ไว้ให้ถึงที่สุด (แต่ไม่รับปากว่าจะนานตราบสิ้นลมหายใจนะคะเพื่อน^^)

Sunday, April 10, 2011

สัมมนากับคณะครู-ระทึกขวัญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว



ไปสัมมนาครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณพี่เนตร ฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขตบางคอแหลมเป็นอย่างมาก ที่มีน้ำใจชวนน้องทิพย์ไปร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ในการสัมมนาระหว่างวันที่23-25ม.ค.54 ทำให้ได้มีโอกาสไปเชียงใหม่ และได้พบกับเรื่องราวที่สุดจะตื่นเต้น ระทึกขวัญ แบบที่เรียกได้ว่า ลืมไม่ลงกันเลยล่ะค่ะ


ออกเดินทางโดยรถบัสในคืนวันที่22ม.ค.54 ตอน4ทุ่ม ไปถึงตากก็ตี4 (เช้าของวันที่23ม.ค.54) และเข้าพักอาบน้ำ ทานอาหารเช้ากันที่โรงแรมเวียงตากริเวอร์ไซด์ 8โมงเช้าเดินทางต่อไปที่เขื่อนภูมิพล เพื่อล่องแพชมทัศนียภาพของเขื่อนภูมิพล วันนี้อากาศดี (แต่ที่กรุงเทพฯฝนตกหนัก) กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าวันนี้อาจจะมีฝนตกทางภาคเหนือ แต่โชคดีค่ะถึงจะดูครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่บ้างแต่ฝนก็ไม่ตก คณะของเราจึงล่องแพกันได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลอะไร วันนี้ทานมื้อเที่ยงกันที่แพ มีการร้องเล่นเต้นรำกันเต็มที่ (นึกเสียดายว่า ถ้าเพื่อนๆของทิพย์มากันครบทุกคนคงจะสนุกกว่านี้) ขึ้นจากแพก็เดินทางต่อไปจังหวัดเชียงใหม่ ถึงเชียงใหม่ประมาณ5โมงเย็น เข้าพักที่โรงแรมเซ็นทาราดวงตะวัน ทิพย์ได้พักที่ชั้น19 ห้อง1915ค่ะ ครั้งแรกที่ขึ้นไปถึงห้องพัก โอ้โห! บรรยากาศข้างบนสวยมาก มองจากมุมสูงเห็นเมืองทั้งเมืองไกลสุดลูกหูลูกตาเลยค่ะ ความรู้สึกตอนนั้นรู้สึกว่าโชคดีมากๆ ที่ได้อยู่ชั้น19 ตั้งใจว่าถ้ามาเชียงใหม่อีกรอบจะมาพักที่นี่แหละ แต่ขอเป็นชั้นบนสุดเลย จะได้เห็นตัวเมืองได้ไกลกว่านี้ โทรหาเพื่อนสมัยเรียนบ้านเพื่อนอยู่ที่เชียงใหม่นี่แหละค่ะ แต่ตอนนี้ทำงานอยู่ กทม. โม้ซะเลยว่าได้อยู่ชั้น19 ชวนเพื่อนให้ตามมาอีกต่างหาก แต่เพื่อนไม่มาหรอกค่ะ เขาบอกว่าชวนช้าไป ลางานไม่ทัน..(โชคดีแล้วแหละเพื่อน) พักหายเหนื่อยก็ได้เวลาอาหารค่ำตอนทุ่มครึ่ง ทานเสร็จก็แยกย้ายไปพักผ่อนกันตามอัธยาศัยค่ะ ทิพย์พักกับพี่มนและน้องมิกกี้(ลูกสาวพี่มน) ก็ชวนกันไปเดินดูตลาดไนท์บาร์ซาของเมืองเชียงใหม่ มีข้าวของขายเต็มไปหมด คืนนี้ทิพย์รู้สึกไม่ค่อยสบาย ทำให้ไม่อยากเดินช็อปปิ้งสักเท่าไหร่ เดินได้ซักพักก็ชวนพี่มนกลับห้องพัก สรุปว่าคืนนี้ทิพย์ก็ทานยาแก้ปวดหลับไปตั้งแต่2ทุ่มครึ่งค่ะ

เช้าของวันที่24ม.ค.54 ออกเดินทางไปไหว้พระที่วัดศรีสุพรรณ ที่นี่กำลังสร้างอุโบสถเงินทั้งหลัง สวยงามมากทีเดียว ได้มาไหว้พระทั้งทีก็ถือโอกาสทำบุญสะเดาะเคราะห์เพื่อความเป็นสิริมงคล ที่นี่มีการทำเครื่องเงินจำหน่ายเป็นของฝาก ของที่ระลึกด้วยนะคะ (ทิพย์ได้สร้อยเงินติดไม้ติดมือกลับมาเส้นหนึ่งค่ะ มีจี้เป็นรูปดอกกุหลาบเล็กๆ น่ารักมาก) จากนั้นก็เดินทางไปชมหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเมืองเชียงใหม่ มีเจ้าหน้าที่พาชมห้องจัดแสดงต่างๆ หลังจากชมหอศิลปฯจนทั่วแล้วก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดีค่ะ หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จก็เดินทางต่อไปที่บ้านบ่อสร้าง อ.สันกำแพง ซึ่งเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในเรื่องของการทำร่ม (ภาษาทางภาคเหนือเรียก"ร่ม"ว่า"จ้อง"ค่ะ) ร้านค้าที่นี่จะจำหน่ายร่มและหัตถกรรมพื้นบ้านอย่างเช่น ผ้าฝ้าย ของใช้ที่ทำจากไม้ พัด ทิพย์เสียสตางค์ที่นี่มากที่สุด เพราะซื้อของฝากติดไม้ติดมามือมาฝากเพื่อนๆที่ทำงาน ฝากแม่ ฝากน้อง สรุปแล้วของฝากเต็มไปหมด 5โมงเย็นก็หมดเวลาช็อปปิ้ง ได้เวลากลับโรงแรมที่พักกันแล้วล่ะค่ะ


กลับถึงโรงแรมที่พักก็แยกย้ายเข้าห้องพัก และนัดทานอาหารค่ำตอนหนึ่งทุ่มซึ่งทางโรงแรมจัดเป็นงานเลี้ยงแบบบุฟเฟต์ หลังจากทานอาหารเสร็จ ประมาณ2ทุ่ม ทิพย์ก็ชวนพี่มนกลับห้องพัก เพราะรู้สึกว่าเริ่มง่วงขึ้นมานิดๆ คงเพราะฤทธิ์ของยาแก้แพ้ที่ทิพย์ทานเข้าไปก่อนลงไปทานอาหารค่ำนั่นเอง กลับมาห้องพักก็อาบน้ำ จากนั้นก็หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายภาพของเมืองเชียงใหม่ยามค่ำคืนไว้เป็นที่ระทึกซะหน่อย และก็ไม่ลืมคุยโทรศัพท์ก่อนนอน โม้นู่น นี่ นั่น อีกตามเคย ระหว่างที่กำลังคุยเพลินๆ อยู่ที่มุมนั่งเล่นนั่นเอง (ตอนนั้นเวลาประมาณ3ทุ่ม) รู้สึกว่าพื้นสั่นไหวไปมา ตกใจ! ลุกขึ้นยืน ก็ยังรู้สึกไหวอยู่ พี่มนซึ่งกำลังดูทีวีอยู่กับน้องมิกกี้ ก็ตะโกนบอกว่า ทิพย์! แผ่นดินไหว ทิพย์ตกใจมาก รีบกระโดดหนีออกมุมกระจก คลานเข้าไปหลบใกล้ๆกับชั้นวางทีวี ตาก็เหลือบมองดูโคมไฟที่อยู่ด้านบนของมุมนั่งเล่น เห็นโคมไฟแกว่งไปมา รู้สึกได้ว่าตึกไหวแรงมากๆ พี่มนตะโกนมาอีกทีว่าให้รีบเก็บกระเป๋าสตางค์ แล้วก็พากันวิ่งลงไปข้างล่าง ในใจคิดอยู่ตลอดขอให้ตึกอย่าเพิ่งถล่มนะ ไม่เป็นอะไรนะ ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้เราวิ่งลงไปให้พ้นจากที่นี่ก่อน คิดถึงแม่ คิดถึงน้อง คิดถึงคนที่รักเรา มันกลัวแบบสุดๆ กลัวที่สุดในชีวิตเพราะเราไม่เคยเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวแบบนี้ คิดดูสิคะเพื่อนๆ วิ่งลงมาจากชั้น19 เหนื่อยก็เหนื่อย กลัวก็กลัว ยิ่งเราวิ่งลงมาชั้นล่างๆ คนก็ยิ่งเยอะขึ้นๆ ถ้าใครล้มนี่สงสัยต้องมีเหยียบกันตายแน่ๆ ทิพย์วิ่งลงมาทั้งชุดนอนนั่นเลยค่ะ พอออกมาพ้นจากตัวตึก โล่งอกอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ เฮ้อ! รอดตายแล้วเรา โทรศัพท์หาแม่ หาน้อง หาพี่ โทรถามว่ามีข่าวแผ่นดินไหวรึเปล่า ก็ยังไม่มีใครรู้ข่าว ยังไม่มีทีวีช่องไหนเสนอข่าวแผ่นดินไหว ประมาณ4ทุ่ม ทางโรงแรมจึงอนุญาตให้แขกที่เข้าพักขึ้นห้องพักได้ (ตอน3ทุ่มครึ่งยังไม่ให้ขึ้นเพราะกลัวจะมีแผ่นดินไหวซ้ำอีก) ท่านผู้อำนวยการเขตบางคอแหลม (ท่าน ผอ.บัณฑิต สิทธินามสุวรรณ์) ก็ให้คณะของเราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่พัก และเดินทางกลับ กทม.ในคืนนั้นเอง กลับถึง กทม.ก็ประมาณ10โมงครึ่งของวันที่25ม.ค.54


สรุปว่า การเดินทางไปสัมมนาที่เชียงใหม่ในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ต้องจดจำแบบไม่มีวันลืมได้เลย จากที่ในตอนแรกดีใจที่ได้พักห้องชั้น19 สูงดี วิวสวย บรรยากาศดี อยากจะไปพักอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ ทิพย์กลัวความสูงไปเลยล่ะค่ะ ในภาพด้านบน ทิพย์ถ่ายภาพนี้จากห้องพักชั้น19 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวประมาณ10นาที เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ จุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศพม่า ความรุนแรงวัดได้ 6.7 ริกเตอร์ ตึกสูงหลายแห่งใน กทม. สามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ด้วยค่ะ แต่ทิพย์นี่สิคะ รับเต็มๆ จดจำแบบไม่มีวันลืมเลยล่ะค่ะ..

Saturday, April 9, 2011

สัมมนาข้าราชการเขตบางคอแหลม 28-30 ม.ค.54



กลับมาแล้วค่ะหลังจากที่เงียบหายไป3เดือน ก็ยุ่งๆเรื่องงานเรื่องสอบ และเหตุผลสำคัญคือแอร์การ์ดที่ใช้ต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตมีปัญหาอยู่บ่อยครั้งค่ะ กลับมาครั้งนี้ก็มาอัพเดตเรื่องราวย้อนหลังให้เพื่อนๆ ได้รับรู้เรื่องราวว่าที่ทิพย์เงียบหายไปน่ะ ไปทำอะไรมาบ้าง..ไปสัมมนาครั้งนี้ เป็นโครงการอบรมสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของข้าราชการและลูกจ้างเขตบางคอแหลมแหลม และผู้ที่เกี่ยวข้อง รุ่นที่2 ระหว่างวันที่28-30ม.ค.54 ณ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต จังหวัดชุมพร


28 ม.ค.54

ตื่นเช้ามาก (05.15น.) เนื่องจากว่าเมื่อคืนก่อนเดินทางนอนไม่หลับกว่าจะข่มตาหลับได้ก็ปาเข้าไปตีสาม (ตื่นเต้นๆ) ซักพักพี่แป้นก็โทรมาตามไปขึ้นรถที่หน้าสำนักงานเขต เดินทางไปชุมพรครั้งนี้นั่งรถบัสคันที่1 (มีทั้งหมด3บัส) รถออกจากหน้าสำนักงานเขตเวลา06.30น. เวลาประมาณ 10.30น. ก็แวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดตาลเจ็ดยอด จากนั้นก็เดินทางต่อไปเพื่อทานอาหารมื้อเที่ยงกันที่อ่าวบ้านกรูด ถึงอ่าวบ้านกรูดก็ประมาณบ่ายโมง กินข้าวกินปลากันแล้วก็เดินทางต่อไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดชุมพร และเดินทางต่อไปยังที่พักซึ่งก็คือ ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต ถึงที่พักเวลาประมาณ17.15น.ก่อนเข้าห้องพักก็เข้าห้องฟังพนักงานแนะนำโรงแรมกันก่อน ซึ่งที่ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต นี้มีความเป็นมาที่น่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ ที่นี่เคยประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี2540ทำให้มีหนี้สินถึง300ล้านบาท ซึ่งทางเจ้าของโรงแรม (คุณวริษศร รักษ์พันธุ์) ก็ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็นหลักในการบริหารจัดการโรงแรม โดยได้มีการทำแปลงปลูกข้าวภายในบริเวณพื้นที่ของโรงแรม มีบ่อบำบัดน้ำเสีย ทำแปลงปลูกผัก ทำสบู่ แชมพู น้ำยาซักผ้า น้ำยาเอนกประสงค์ ใช้เศษผักทำน้ำหมักชีวภาพ เศษผักจากในครัวของโรงแรมก็นำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงไก่ นำน้ำมันเก่ามาทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้กับรถของโรงแรม ทำให้่สามารถลดค่าใช้จ่ายของโรงแรมลงได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยค่ะ นอกจากนั้นทางเจ้าของโรงแรมยังได้สร้างเครือข่ายกับกลุ่มชาวบ้านที่อยู่รอบๆโรงแรม ด้วยการฝึกอบรมพนักงานให้รู้จักการพึ่งพาตนเอง ซึ่งพนักงานของโรงแรมส่วนใหญ่ก็คือชาวบ้านที่อยู่รอบๆโรงแรม เมื่อสามารถทำให้พนักงานเข้าใจถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วก็เป็นการง่ายที่จะถ่ายทอดให้กับชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง ซึ่งก็เป็นผลให้สามารถสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนได้ในที่สุดค่ะ


29 ม.ค.54

ตื่นเช้า 06.20น. หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ไปทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ของทางโรงแรม ทานเสร็จก็ยังพอมีเวลาเดินชมรอบๆบริเวณโรงแรม บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนมากๆเลยค่ะ แขกชาวต่างชาติก็มีไม่เยอะเท่าไหร่ นี่ทิพย์ยังแอบวางแผนไว้ในใจเลยว่า ถ้ามีโอกาสจะมาพักผ่อนที่นี่อีกซักครั้ง..เวลาประมาณ9โมงเช้าก็ออกเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดทำโครงการนี้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดชุมพร..(ในภาพด้านบนทิพย์ยื่นอยู่บนสะพานไม้เคี่ยม ระยะทาง300เมตร เชื่อมระหว่างพื้นที่โครงการฯและเกาะชมนกชมไม้ซึ่งอยู่ด้านหลังของทิพย์ค่ะ) หลังจากเดินชมภายในโครงการจนทั่วแล้วก็ได้เวลาทานอาหารเที่ยงแบบปิคนิคกันในโครงการนี่แหละค่ะ อาหารอร่อยมาก แต่รสชาติค่อนข้างเผ็ดทีเดียว ทานมื้อเที่ยงเสร็จก็ออกเดินทางกันไปยังศาลกรมหลวงชุมพร ระหว่างทางก็แวะชมการสาธิตการทำผ้าบาติกอีกด้วยค่ะ กลับถึงโรงแรมที่พักประมาณ5โมงเย็น ยังพอมีเวลาได้เดินชายหาดยามเย็นซึ่งอยู่หน้าโรงแรมเลยค่ะ หาดทรายที่นี่สวยมาก หาดทรายขาว เนื้อทรายละเอียด แต่คลื่นลมค่อนข้างแรงก็เลยไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเลกันน่ะค่ะ สำหรับคืนสุดท้ายของการมาสัมมนาก็จัดให้มีงานเลี้ยงเวลา2ทุ่ม ในงานก็มีการจับแจกรางวัล แต่เสียดายงานนี้ทิพย์ไม่ได้รางวัลอะไรเลย แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ แค่ได้มาสัมมนาที่นี่ก็ได้อะไรหลายๆอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าเกินคุ้มเลยล่ะค่ะ


30 ม.ค.54

ตื่นเช้า 6.30น. แต่งตัว จัดกระเป๋า ทานอาหารเช้า และเช็คเอาท์ เดินทางกลับ กทม.ค่ะ มื่อเที่ยงก็แวะทานข้าวกันที่ริมชายหาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพค่ะ ถึง กทม.ประมาณ5โมงเย็น


ไปสัมมนาครั้งนี้ประทับใจโรงแรมที่พักมากๆ เพราะที่นี่ได้นำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับการบริหารจัดการของโรงแรม ตั้งแต่การปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว การนำของเหลือ เศษผัก กลับมาใช้ใหม่โดยนำไปเป็นอาหารไก่ ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำน้ำมันไบโอดีเซล การทำสบู่ แชมพู สำหรับใช้ในโรงแรม ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการบริหารจัดการได้อย่างมากเลยค่ะ ถึงวันนี้ทางโรงแรมจะยังคงมีภาระหนี้สินที่ยังค้างชำระอยู่ แต่ก็สามารถดำเนินกิจการได้ ไม่ล่มสลายไปพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อครั้งก่อน นับว่าเป็นความสามารถของผู้บริหารของที่นี่เลยก็ว่าได้ ขอชื่นชมจากใจจริงค่ะ ทิพย์ว่าความพอเพียง นำมาซึ่งความสุข สุขกับชีวิตความเป็นอยู่ รู้จักคำว่าพอดี พอเพียง พอประมาณ ไม่ทำอะไรที่เกินตัว เราก็จะไม่เกิดทุกข์ ขอให้มีความสุขกันทุกๆคนนะคะเพื่อนๆ ^____^

Monday, December 20, 2010

งาน Motor Expo 2010 - เมืองทองธานี


ไปงาน Motor Expo 2010 มาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.53 แต่เพิ่งจะมีเวลาว่าง+อารมณ์สุนทรีย์มานั่งเขียนเอาวันนี้ และที่สำคัญคือ ถ้ายิ่งปล่อยให้นานวันบรรยากาศในวันนั้นจะค่อยๆเลือนลางไปจากความทรงจำ ทำให้ต้องมานั่งนึกกันใหม่ว่า เอ..วันนั้นเราเริ่มต้นยังงัย และจบลงยังงัย..

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 53 หลังจากเลิกงานก็เดินไปเล่นที่ห้องพี่กุ้ง ทำให้ได้รู้ว่าพี่กุ้งกับน้องชายและน้องสะใภ้ของพี่กุ้งจะไปงาน Motor Expo กัน เท่านั้นแหละ เข้าทางเราเลย ไปด้วยซะเลย แหม ก็ทิพย์กำลังว่างอยู่พอดีนี่คะ ก็อยากไปกะพี่ๆเค้าน่ะสิ (ถ้าเราอยู่แต่ในบ้าน ก็เหมือนกับเราอ่านหนังสือแค่หน้าเดียว เราก็ต้องออกไปดูโลกภายนอกบ้าง ไปดูอะไรต่อมิอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไป สมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนาเร็วยังกะติดจรวด ยังงัยทิพย์ก็ขอร่วมสมัยไม่ตกเทรนด์นิดนึงน่ะค่ะ)

บรรยากาศที่งานคึกคักเลยทีเดียวค่ะ รถแต่ละค่าย ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ นิสสัน ฯลฯ ก็นำรถมาจอดแสดงให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสและลองนั่งกันได้ด้วยค่ะ (ยกเว้นรถยนต์บางค่ายที่ราคาแพง+หรู) งานนี้พี่กุ้งกับน้องๆ ลองนั่งกันเพลินเลยค่ะ พี่เก่ง(น้องพี่กุ้ง)บอกว่า จะซื้อรถมันต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ดู ค่อยๆ เลือก ค่อยๆ นั่ง แล้วค่อยตัดสินใจ แต่..คุณพี่คะ เห็นคุณพี่ลองนั่งมันซะทุกคันเลยค่ะ ไม่เห็นคุณพี่จะตัดสินใจเลยล่ะคะ (แอบแซวนิดนึง ฮ่าๆ) คือ จริงๆ แล้วพี่เก่งตั้งใจจะไปดูรถกระบะค่ะ บูธไหนมีรถกระบะจอดแสดงอยู่พี่แกแวะทุกบูธ คุยกับเซลเป็นนานสองนาน แต่สุดท้ายพี่เก่งก็บอกว่า สอบถามไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ งานนี้ก็เลยยังตัดสินใจไม่ได้ค่ะ

ส่วนทิพย์ก็เดินดูไปเรื่อย ดูทุกบูธ ถ่ายรูปไปเรื่อย และที่สำคัญคือ ตั้งใจนำภาพบรรยากาศในงานมาฝากเพื่อนๆนั่นเองค่ะ แอบกระซิบนิดนึงว่า พริตตี้ที่งานนี้สวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ แต่ที่เห็นอยู่ในภาพน่ะ ทิพย์เองนะคะ อย่าเข้าใจผิด ฮ่าๆๆ (ถ้าให้ทิพย์ไปเป็นพริตตี้เกรงว่ารถเขาจะขายไม่ออกน่ะค่ะเพื่อนๆ) ไว้ครั้งหน้าไปที่ไหน ทิพย์จะรีบนำมาอัพเดทให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกนะคะ

Friday, December 10, 2010

ชมงานนิทรรศการการบินพลเรือน-ท่าอากาศยานดอนเมือง






วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ(10 ธ.ค.53) เป็นวันที่ระลึกถึงโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย โดยผลของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็น ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (ประชาธิปไตย) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน และรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550

เนื่องจากเป็นวันหยุด ก็เลยมีโอกาสได้ไปชมงานนิทรรศการการบินพลเรือนครั้งที่ 2 จัดแสดง ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งจุดประสงค์ของการจัดการก็เพื่อเผยแพร่พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร และเป็นการฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปี การบินของราชอาณาจักรไทย การจัดแสดงมี 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-11 ธันวาคม 2553 เวลาประมาณ 10.00-16.00 น. ค่ะ

ที่บริเวณลานจอดของท่าอากาศยานดอนเมือง มีเครื่องบินแบบต่างๆ ของหน่วยงานด้านการบินมาจอดแสดงอยู่ประมาณ 86 ลำ ที่จำชื่อได้ก็มี เครื่องบินนางสาวสยาม (Miss Siam) เครื่องบินของครอบครัวข่าวของช่องสามก็มาจอดแสดงด้วยค่ะ ผู้ที่มาชมงานสามารถเข้าชมและสัมผัสได้อย่างใกล้ชิดกันเลยค่ะ

แต่ที่น่าตื่นเต้นและเป็นไฮไลน์ของงานนี้ก็คือ การแสดงการบินแบบผาดแผลงของเครื่องบินรูปแบบต่างๆ ค่ะ จากภาพด้านบนที่มีฝูงบินบินเรียงแถวกันคือ การบินหมู่ของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรค่ะ ล่างลงมาคือภาพของนักบินสิบท่านบนเครื่องบินทั้ง 5 ลำ ถัดลงมาก็เป็นการแสดงการบินผาดแผลงของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอร์ค ของกองการบินทหารบก ส่วนสองภาพล่างคือภาพของนักบินของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอร์คค่ะ และที่น่าหวาดเสียวที่สุดคือการแสดงการบินแบบผาดแผลงของเครื่องบินแบบเอ็กตร้า300 จากวิทยาลัยการบินนานาชาตินครพนม โดยนักบินคือครูเหยี่ยว นาวาอากาศโท วชิรากรณ์ จิ่นจัน ซึ่งเป็นนักบินผาดแผลงที่มีชื่อเสียงคนนึงของประเทศไทยค่ะ น่าเสียดายที่ทิพย์ไม่ได้เก็บภาพการแสดงการบินของครูเหยี่ยวมาฝากเพื่อนๆ เนื่องจากชมการแสดงการบินเพลินจนลืมถ่ายภาพ เรียกได้ว่า ตื่นเต้นและหวาดเสียวจนเกือบลืมหายใจกันเลยล่ะค่ะ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจหรืออยากพาน้องๆ หนูๆ ไปชมงานนี้ ยังมีถึงวันพรุ่งนี้อีกวันนึงนะคะ อ้อ น้องๆ ที่อายุระหว่าง 10-15 ปี ยังมีสิทธิ์จับสลากเพื่อขึ้นเครื่องบินของครอบครัวข่าวของช่องสาม โดยคุณฐาปนีย์ เอียดศรีชัย จะพาน้องๆ ไปชมรอบๆเกาะเกร็ดอีกด้วยค่ะ ส่วนทิพย์น่ะอยากจับสลากมั่ง แต่อายุเกินค่ะเพื่อนๆ เสียดายจัง!

เกือบลืมบอกเพื่อนๆ ไปว่า ทางกองบินพลเรือนมีรถบริการรับส่งจากอนุสาวรีย์ชัยถึงลานจอดของท่าอากาศยานดอนเมืองเลยค่ะ จุดจอดมีสองที่ คือ ที่อนุสาวรีย์ชัยและหน้าสวนจตุจักร(หมอชิต) งานนี้ ฟรีทั้งค่าเดินทางและค่าเข้าชมงานเลยค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ว่างก็ไปชมกันนะคะ ไปดูความสามารถของนักบินไทยกัน เก่งสุดๆ..สุดยอดไปเลยค่ะ..
.
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/

ไปสัมมนา ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค


ไปสัมมนาโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการนำแผนบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552-2555 ไปสู่การปฏิบัติ เมื่อวานนี้ (9ธ.ค.53) ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค จัดโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ทิพย์เดินทางไปถึงเวลาประมาณ 8.10 น. ซึ่งการสัมมนาจะเริ่มเวลา 8.30 น. ก็เลยมีโอกาสเดินดูสินค้าบริเวณใกล้ๆ กับโรงแรม (ตลาดโบ๊เบ๊) สินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาจำหน่ายก็คือเสื้อผ้านั่นเองค่ะ แหม ก็ตลาดโบ๊เบ๊น่ะเป็นแหล่งขายส่งเสื้อผ้านี่คะ ก็เลยมีแต่เสื้อผ้าเต็มไปหมด ทิพย์เดินดูเสื้อผ้าได้ซักพัก(ยังไม่เจอที่ถูกใจ) ก็ต้องรีบขึ้นไปห้องสัมมนาแล้วล่ะคะ

เนื้อหาในการสัมมนาก็เป็นเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ.ศ.2555 แนวทางจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ.ศ.2555 ของหน่วยงาน คำอธิบายตัวชี้วัดเพื่อประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการ รวมถึงตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ของสำนักงานเขต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 ค่ะ

และทิพย์ก็มีข้อคิดดีๆ ที่ได้รับจากวิทยากร คือ ดร.พีระพงษ์ ศิริเกษม ซึ่งเป็นข้อคิดดีๆ สำหรับการจัดทำแผนเพื่อไปสู่มหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน ดังนี้ค่ะ

1. ลองปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองปัญหาในแบบใหม่
2. นำวิธีการบริหารจัดการความรู้ (KM) เข้ามาช่วย
3. ขจัดกำแพงเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ มองโลกในแง่บวกมากขึ้น
4. มองความลงตัวในภาพรวม แทนที่จะคอยหาที่ผิดในจุดเล็กๆ
5. สร้างและขยายเครือข่ายผู้ทำงานร่วมกัน และสื่อสารกันให้มากขึ้น
6. เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
7. เน้นการกระจายอำนาจ การเสริมพลัง (Empowerment)

ข้อคิดดีๆ เหล่านี้ นอกจากจะนำมาใช้สำหรับการจัดทำแผนแล้ว ทิพย์คิดว่า เรายังสามารถนำมาปรับใช้หรือปรับทัศนคติในการทำงานของเราได้อีกด้วยค่ะ

หลังจากการสัมมนาเสร็จสิ้นลง ทิพย์ก็มีโอกาสได้เก็บภาพบรรยากาศบริเวณล็อบบี้ชั้น 11 ของโรงแรมมาฝากเพื่อนๆ ด้วยค่ะ แต่เสียดายที่ต้องรีบกลับซะแล้ว ไว้ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้มาสัมมนาที่นี่อีก ทิพย์จะเก็บภาพบรรยากาศด้านนอกของชั้น 11 มาฝากเพื่อนๆ ให้ได้เลยค่ะ

Wednesday, December 8, 2010

สุขหรือทุกข์..หนทางที่เลือกได้

เมื่อประมาณปลายเดือนที่แล้ว (พ.ย.53) จนถึงต้นเดือนนี้ (ธ.ค.53) เป็นช่วงที่ทิพย์กลับบ้านช้ากว่าปกติเกือบทุกวัน เนื่องจากเป็นช่วงเลือกตั้งซ่อม ส.ส. (เลือกตั้งซ่อม ส.ส. ในวันที่ 12 ธ.ค.53) และก็บังเอิญว่าเย็นวันหนึ่ง ทิพย์เดินผ่านชั้นหนังสือประชาสัมพันธ์ของสำนักงานเขต ซึ่งปกติก็เดินผ่านทุกวันแต่วันนี้มันไม่ปกติก็ตรงที่ว่า มีวารสารฉบับหนึ่งหล่นอยู่ที่พื้น คงเพราะถูกลมพัดตกลงมาจากชั้นหนังสือนั่นเอง ทิพย์ก็เลยกะว่าจะเดินไปหยิบขึ้นไปเก็บไว้ที่เดิม แต่พอหยิบขึ้นมาดู แล้วก็พลิกๆอ่านดูเนื้อหาข้างใน ทำให้ทิพย์เปลี่ยนใจนำวารสารฉบับนี้กลับมาอ่านต่อที่บ้านทันที (ลักษณะเป็นกระดาษคล้ายแผ่นพับ 5 ท่อน มีข้อความหน้าหลัง รวมเป็น 10 หน้า สีสันสวยงาม น่าอ่านดีค่ะ และบนชั้นก็มีวารสารแบบนี้อยู่อีกหลายฉบับค่ะ) แต่ทิพย์ไม่ได้หยิบมาเป็นของตัวเองหรอกนะคะ หลังจากที่นำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแล้วก็ต้องนำไปคืนไว้ที่เดิมค่ะ เผื่อว่าประชาชนที่มาติดต่อราชการจะได้อ่านกัน

วารสารฉบับนี้ เป็นวารสารของสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 เนื้อหาภายในส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ของกรุงเทพมหานครค่ะ แต่ที่ทิพย์จะนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เป็นส่วนของเกร็ดน่ารู้ ซึ่งเป็นสาระธรรมจากหลวงพ่อชา ที่ให้ข้อคิดในเรื่องการแสวงหาความสุขของมนุษย์และแง่คิดในเรื่องของการใช้ปัญญาในการใคร่ครวญให้หลุดพ้นจากปัญหาหรือความทุกข์อย่างชาญฉลาดค่ะ

เรื่องที่ 1 คนเลี้ยงไก่

มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน คนเลี้ยงไก่คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ แล้วก็เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ในโรงเรือน เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นขี้ไก่ คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น

คนเลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บไข่ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือเขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก..

ในชีวิตคนเรา พวกเราเป็นคนเก็บ "ไข่ไก่" หรือ "ขี้ไก่" เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราไว้ในหัวของเรา และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน หรือเราเป็นคนที่เก็บ "ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆ ที่เกิดในชีวิตของเรา และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจ ฯลฯ มักจะติดอยู่ในใจของเรานานเท่านาน ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ "ไข่ไก่" กับชีวิต แล้วทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที..

เรื่องที่ 2 ปรารถนา "ปัญหา" หรือ "ปัญญา"

คำว่า "ปัญหา" กับ "ปัญญา" นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ตัวเดียวคือ "ห" กับ "ญ" ในชีวิตจริง สิ่งที่เรียกว่า "ปัญหา" นั้นก็อยู่ใกล้กับ "ปัญญา" มากเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แทนที่จะคร่ำครวญหรือตีอกชกหัว ลองใคร่ครวญดูให้ดีจะพบว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเรามองสัญญาณนี้ออก นั่นแสดงว่าปัญญาได้เกิดแก่เราแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ เปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรม หรือการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เหมาะสม และชาญฉลาด ไม่ควรมองว่าปัญหาคือ "ทางตัน" ถ้ามองให้ดี ในตัวปัญหานั้นก็มี "ทางออก" ด้วยเหมือนกัน อย่าลืมว่า สลักที่ล็อคประตูนั้นก็เป็นสลักอันเดียวกับที่ใช้เปิดประตู สวิตซ์ที่ปิดไฟก็เป็นอันเดียวกับที่ใช้เปิดไฟให้สว่าง ฉันใดก็ฉันนั้น ในคำถามก็มีคำตอบเฉลยอยู่

จะว่าไปแล้วปัญหาหรือความทุกข์ทั้งหลายไม่ได้มีไว้ให้คร่ำครวญ แต่มีไว้ให้ใคร่ครวญนั่นเอง ในความทุกข์นั้นก็มีทางออกจากความทุกข์แฝงอยู่เสมอ ความทุกข์มีขึ้นก็เพื่อสอนเราให้รู้จักหลุดพ้นจากความทุกข์ ปัญหาเกิดขึ้น ก็เพื่อสอนเราให้เกิดปัญญา ด้วยเหตุนี้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคือครูที่มีมาสอนให้เราฉลาดขึ้นนั่นเอง..

ที่ทิพย์นำเอาสาระธรรมทั้งสองเรื่องนี้มาฝากเพื่อนๆ ก็ด้วยความรักและปรารถนาดี อยากให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุขค่ะ แต่เพื่อนๆจะสุขได้ก็ต้องนำสาระธรรมนี้ไปปฏิบัติให้ได้ด้วยนะคะ ส่วนทิพย์ต้องขอตัวไปทานไข่เจียวหอมๆ ก่อนนะคะ ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ไปทานข้าวไข่เจียวด้วยกันนะคะเพื่อนๆ ^___^


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วารสารสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2553