Saturday, April 9, 2011

สัมมนาข้าราชการเขตบางคอแหลม 28-30 ม.ค.54



กลับมาแล้วค่ะหลังจากที่เงียบหายไป3เดือน ก็ยุ่งๆเรื่องงานเรื่องสอบ และเหตุผลสำคัญคือแอร์การ์ดที่ใช้ต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตมีปัญหาอยู่บ่อยครั้งค่ะ กลับมาครั้งนี้ก็มาอัพเดตเรื่องราวย้อนหลังให้เพื่อนๆ ได้รับรู้เรื่องราวว่าที่ทิพย์เงียบหายไปน่ะ ไปทำอะไรมาบ้าง..ไปสัมมนาครั้งนี้ เป็นโครงการอบรมสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของข้าราชการและลูกจ้างเขตบางคอแหลมแหลม และผู้ที่เกี่ยวข้อง รุ่นที่2 ระหว่างวันที่28-30ม.ค.54 ณ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต จังหวัดชุมพร


28 ม.ค.54

ตื่นเช้ามาก (05.15น.) เนื่องจากว่าเมื่อคืนก่อนเดินทางนอนไม่หลับกว่าจะข่มตาหลับได้ก็ปาเข้าไปตีสาม (ตื่นเต้นๆ) ซักพักพี่แป้นก็โทรมาตามไปขึ้นรถที่หน้าสำนักงานเขต เดินทางไปชุมพรครั้งนี้นั่งรถบัสคันที่1 (มีทั้งหมด3บัส) รถออกจากหน้าสำนักงานเขตเวลา06.30น. เวลาประมาณ 10.30น. ก็แวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดตาลเจ็ดยอด จากนั้นก็เดินทางต่อไปเพื่อทานอาหารมื้อเที่ยงกันที่อ่าวบ้านกรูด ถึงอ่าวบ้านกรูดก็ประมาณบ่ายโมง กินข้าวกินปลากันแล้วก็เดินทางต่อไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดชุมพร และเดินทางต่อไปยังที่พักซึ่งก็คือ ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต ถึงที่พักเวลาประมาณ17.15น.ก่อนเข้าห้องพักก็เข้าห้องฟังพนักงานแนะนำโรงแรมกันก่อน ซึ่งที่ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต นี้มีความเป็นมาที่น่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ ที่นี่เคยประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี2540ทำให้มีหนี้สินถึง300ล้านบาท ซึ่งทางเจ้าของโรงแรม (คุณวริษศร รักษ์พันธุ์) ก็ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็นหลักในการบริหารจัดการโรงแรม โดยได้มีการทำแปลงปลูกข้าวภายในบริเวณพื้นที่ของโรงแรม มีบ่อบำบัดน้ำเสีย ทำแปลงปลูกผัก ทำสบู่ แชมพู น้ำยาซักผ้า น้ำยาเอนกประสงค์ ใช้เศษผักทำน้ำหมักชีวภาพ เศษผักจากในครัวของโรงแรมก็นำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงไก่ นำน้ำมันเก่ามาทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้กับรถของโรงแรม ทำให้่สามารถลดค่าใช้จ่ายของโรงแรมลงได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยค่ะ นอกจากนั้นทางเจ้าของโรงแรมยังได้สร้างเครือข่ายกับกลุ่มชาวบ้านที่อยู่รอบๆโรงแรม ด้วยการฝึกอบรมพนักงานให้รู้จักการพึ่งพาตนเอง ซึ่งพนักงานของโรงแรมส่วนใหญ่ก็คือชาวบ้านที่อยู่รอบๆโรงแรม เมื่อสามารถทำให้พนักงานเข้าใจถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วก็เป็นการง่ายที่จะถ่ายทอดให้กับชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง ซึ่งก็เป็นผลให้สามารถสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนได้ในที่สุดค่ะ


29 ม.ค.54

ตื่นเช้า 06.20น. หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ไปทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ของทางโรงแรม ทานเสร็จก็ยังพอมีเวลาเดินชมรอบๆบริเวณโรงแรม บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนมากๆเลยค่ะ แขกชาวต่างชาติก็มีไม่เยอะเท่าไหร่ นี่ทิพย์ยังแอบวางแผนไว้ในใจเลยว่า ถ้ามีโอกาสจะมาพักผ่อนที่นี่อีกซักครั้ง..เวลาประมาณ9โมงเช้าก็ออกเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดทำโครงการนี้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดชุมพร..(ในภาพด้านบนทิพย์ยื่นอยู่บนสะพานไม้เคี่ยม ระยะทาง300เมตร เชื่อมระหว่างพื้นที่โครงการฯและเกาะชมนกชมไม้ซึ่งอยู่ด้านหลังของทิพย์ค่ะ) หลังจากเดินชมภายในโครงการจนทั่วแล้วก็ได้เวลาทานอาหารเที่ยงแบบปิคนิคกันในโครงการนี่แหละค่ะ อาหารอร่อยมาก แต่รสชาติค่อนข้างเผ็ดทีเดียว ทานมื้อเที่ยงเสร็จก็ออกเดินทางกันไปยังศาลกรมหลวงชุมพร ระหว่างทางก็แวะชมการสาธิตการทำผ้าบาติกอีกด้วยค่ะ กลับถึงโรงแรมที่พักประมาณ5โมงเย็น ยังพอมีเวลาได้เดินชายหาดยามเย็นซึ่งอยู่หน้าโรงแรมเลยค่ะ หาดทรายที่นี่สวยมาก หาดทรายขาว เนื้อทรายละเอียด แต่คลื่นลมค่อนข้างแรงก็เลยไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเลกันน่ะค่ะ สำหรับคืนสุดท้ายของการมาสัมมนาก็จัดให้มีงานเลี้ยงเวลา2ทุ่ม ในงานก็มีการจับแจกรางวัล แต่เสียดายงานนี้ทิพย์ไม่ได้รางวัลอะไรเลย แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ แค่ได้มาสัมมนาที่นี่ก็ได้อะไรหลายๆอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าเกินคุ้มเลยล่ะค่ะ


30 ม.ค.54

ตื่นเช้า 6.30น. แต่งตัว จัดกระเป๋า ทานอาหารเช้า และเช็คเอาท์ เดินทางกลับ กทม.ค่ะ มื่อเที่ยงก็แวะทานข้าวกันที่ริมชายหาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพค่ะ ถึง กทม.ประมาณ5โมงเย็น


ไปสัมมนาครั้งนี้ประทับใจโรงแรมที่พักมากๆ เพราะที่นี่ได้นำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับการบริหารจัดการของโรงแรม ตั้งแต่การปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว การนำของเหลือ เศษผัก กลับมาใช้ใหม่โดยนำไปเป็นอาหารไก่ ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำน้ำมันไบโอดีเซล การทำสบู่ แชมพู สำหรับใช้ในโรงแรม ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการบริหารจัดการได้อย่างมากเลยค่ะ ถึงวันนี้ทางโรงแรมจะยังคงมีภาระหนี้สินที่ยังค้างชำระอยู่ แต่ก็สามารถดำเนินกิจการได้ ไม่ล่มสลายไปพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อครั้งก่อน นับว่าเป็นความสามารถของผู้บริหารของที่นี่เลยก็ว่าได้ ขอชื่นชมจากใจจริงค่ะ ทิพย์ว่าความพอเพียง นำมาซึ่งความสุข สุขกับชีวิตความเป็นอยู่ รู้จักคำว่าพอดี พอเพียง พอประมาณ ไม่ทำอะไรที่เกินตัว เราก็จะไม่เกิดทุกข์ ขอให้มีความสุขกันทุกๆคนนะคะเพื่อนๆ ^____^

Monday, December 20, 2010

งาน Motor Expo 2010 - เมืองทองธานี


ไปงาน Motor Expo 2010 มาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.53 แต่เพิ่งจะมีเวลาว่าง+อารมณ์สุนทรีย์มานั่งเขียนเอาวันนี้ และที่สำคัญคือ ถ้ายิ่งปล่อยให้นานวันบรรยากาศในวันนั้นจะค่อยๆเลือนลางไปจากความทรงจำ ทำให้ต้องมานั่งนึกกันใหม่ว่า เอ..วันนั้นเราเริ่มต้นยังงัย และจบลงยังงัย..

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 53 หลังจากเลิกงานก็เดินไปเล่นที่ห้องพี่กุ้ง ทำให้ได้รู้ว่าพี่กุ้งกับน้องชายและน้องสะใภ้ของพี่กุ้งจะไปงาน Motor Expo กัน เท่านั้นแหละ เข้าทางเราเลย ไปด้วยซะเลย แหม ก็ทิพย์กำลังว่างอยู่พอดีนี่คะ ก็อยากไปกะพี่ๆเค้าน่ะสิ (ถ้าเราอยู่แต่ในบ้าน ก็เหมือนกับเราอ่านหนังสือแค่หน้าเดียว เราก็ต้องออกไปดูโลกภายนอกบ้าง ไปดูอะไรต่อมิอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไป สมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนาเร็วยังกะติดจรวด ยังงัยทิพย์ก็ขอร่วมสมัยไม่ตกเทรนด์นิดนึงน่ะค่ะ)

บรรยากาศที่งานคึกคักเลยทีเดียวค่ะ รถแต่ละค่าย ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ นิสสัน ฯลฯ ก็นำรถมาจอดแสดงให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสและลองนั่งกันได้ด้วยค่ะ (ยกเว้นรถยนต์บางค่ายที่ราคาแพง+หรู) งานนี้พี่กุ้งกับน้องๆ ลองนั่งกันเพลินเลยค่ะ พี่เก่ง(น้องพี่กุ้ง)บอกว่า จะซื้อรถมันต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ดู ค่อยๆ เลือก ค่อยๆ นั่ง แล้วค่อยตัดสินใจ แต่..คุณพี่คะ เห็นคุณพี่ลองนั่งมันซะทุกคันเลยค่ะ ไม่เห็นคุณพี่จะตัดสินใจเลยล่ะคะ (แอบแซวนิดนึง ฮ่าๆ) คือ จริงๆ แล้วพี่เก่งตั้งใจจะไปดูรถกระบะค่ะ บูธไหนมีรถกระบะจอดแสดงอยู่พี่แกแวะทุกบูธ คุยกับเซลเป็นนานสองนาน แต่สุดท้ายพี่เก่งก็บอกว่า สอบถามไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ งานนี้ก็เลยยังตัดสินใจไม่ได้ค่ะ

ส่วนทิพย์ก็เดินดูไปเรื่อย ดูทุกบูธ ถ่ายรูปไปเรื่อย และที่สำคัญคือ ตั้งใจนำภาพบรรยากาศในงานมาฝากเพื่อนๆนั่นเองค่ะ แอบกระซิบนิดนึงว่า พริตตี้ที่งานนี้สวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ แต่ที่เห็นอยู่ในภาพน่ะ ทิพย์เองนะคะ อย่าเข้าใจผิด ฮ่าๆๆ (ถ้าให้ทิพย์ไปเป็นพริตตี้เกรงว่ารถเขาจะขายไม่ออกน่ะค่ะเพื่อนๆ) ไว้ครั้งหน้าไปที่ไหน ทิพย์จะรีบนำมาอัพเดทให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกนะคะ

Friday, December 10, 2010

ชมงานนิทรรศการการบินพลเรือน-ท่าอากาศยานดอนเมือง






วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ(10 ธ.ค.53) เป็นวันที่ระลึกถึงโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย โดยผลของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็น ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (ประชาธิปไตย) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน และรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550

เนื่องจากเป็นวันหยุด ก็เลยมีโอกาสได้ไปชมงานนิทรรศการการบินพลเรือนครั้งที่ 2 จัดแสดง ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งจุดประสงค์ของการจัดการก็เพื่อเผยแพร่พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร และเป็นการฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปี การบินของราชอาณาจักรไทย การจัดแสดงมี 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-11 ธันวาคม 2553 เวลาประมาณ 10.00-16.00 น. ค่ะ

ที่บริเวณลานจอดของท่าอากาศยานดอนเมือง มีเครื่องบินแบบต่างๆ ของหน่วยงานด้านการบินมาจอดแสดงอยู่ประมาณ 86 ลำ ที่จำชื่อได้ก็มี เครื่องบินนางสาวสยาม (Miss Siam) เครื่องบินของครอบครัวข่าวของช่องสามก็มาจอดแสดงด้วยค่ะ ผู้ที่มาชมงานสามารถเข้าชมและสัมผัสได้อย่างใกล้ชิดกันเลยค่ะ

แต่ที่น่าตื่นเต้นและเป็นไฮไลน์ของงานนี้ก็คือ การแสดงการบินแบบผาดแผลงของเครื่องบินรูปแบบต่างๆ ค่ะ จากภาพด้านบนที่มีฝูงบินบินเรียงแถวกันคือ การบินหมู่ของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรค่ะ ล่างลงมาคือภาพของนักบินสิบท่านบนเครื่องบินทั้ง 5 ลำ ถัดลงมาก็เป็นการแสดงการบินผาดแผลงของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอร์ค ของกองการบินทหารบก ส่วนสองภาพล่างคือภาพของนักบินของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอร์คค่ะ และที่น่าหวาดเสียวที่สุดคือการแสดงการบินแบบผาดแผลงของเครื่องบินแบบเอ็กตร้า300 จากวิทยาลัยการบินนานาชาตินครพนม โดยนักบินคือครูเหยี่ยว นาวาอากาศโท วชิรากรณ์ จิ่นจัน ซึ่งเป็นนักบินผาดแผลงที่มีชื่อเสียงคนนึงของประเทศไทยค่ะ น่าเสียดายที่ทิพย์ไม่ได้เก็บภาพการแสดงการบินของครูเหยี่ยวมาฝากเพื่อนๆ เนื่องจากชมการแสดงการบินเพลินจนลืมถ่ายภาพ เรียกได้ว่า ตื่นเต้นและหวาดเสียวจนเกือบลืมหายใจกันเลยล่ะค่ะ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจหรืออยากพาน้องๆ หนูๆ ไปชมงานนี้ ยังมีถึงวันพรุ่งนี้อีกวันนึงนะคะ อ้อ น้องๆ ที่อายุระหว่าง 10-15 ปี ยังมีสิทธิ์จับสลากเพื่อขึ้นเครื่องบินของครอบครัวข่าวของช่องสาม โดยคุณฐาปนีย์ เอียดศรีชัย จะพาน้องๆ ไปชมรอบๆเกาะเกร็ดอีกด้วยค่ะ ส่วนทิพย์น่ะอยากจับสลากมั่ง แต่อายุเกินค่ะเพื่อนๆ เสียดายจัง!

เกือบลืมบอกเพื่อนๆ ไปว่า ทางกองบินพลเรือนมีรถบริการรับส่งจากอนุสาวรีย์ชัยถึงลานจอดของท่าอากาศยานดอนเมืองเลยค่ะ จุดจอดมีสองที่ คือ ที่อนุสาวรีย์ชัยและหน้าสวนจตุจักร(หมอชิต) งานนี้ ฟรีทั้งค่าเดินทางและค่าเข้าชมงานเลยค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ว่างก็ไปชมกันนะคะ ไปดูความสามารถของนักบินไทยกัน เก่งสุดๆ..สุดยอดไปเลยค่ะ..
.
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/

ไปสัมมนา ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค


ไปสัมมนาโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการนำแผนบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552-2555 ไปสู่การปฏิบัติ เมื่อวานนี้ (9ธ.ค.53) ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค จัดโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ทิพย์เดินทางไปถึงเวลาประมาณ 8.10 น. ซึ่งการสัมมนาจะเริ่มเวลา 8.30 น. ก็เลยมีโอกาสเดินดูสินค้าบริเวณใกล้ๆ กับโรงแรม (ตลาดโบ๊เบ๊) สินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาจำหน่ายก็คือเสื้อผ้านั่นเองค่ะ แหม ก็ตลาดโบ๊เบ๊น่ะเป็นแหล่งขายส่งเสื้อผ้านี่คะ ก็เลยมีแต่เสื้อผ้าเต็มไปหมด ทิพย์เดินดูเสื้อผ้าได้ซักพัก(ยังไม่เจอที่ถูกใจ) ก็ต้องรีบขึ้นไปห้องสัมมนาแล้วล่ะคะ

เนื้อหาในการสัมมนาก็เป็นเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ.ศ.2555 แนวทางจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ.ศ.2555 ของหน่วยงาน คำอธิบายตัวชี้วัดเพื่อประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการ รวมถึงตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ของสำนักงานเขต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 ค่ะ

และทิพย์ก็มีข้อคิดดีๆ ที่ได้รับจากวิทยากร คือ ดร.พีระพงษ์ ศิริเกษม ซึ่งเป็นข้อคิดดีๆ สำหรับการจัดทำแผนเพื่อไปสู่มหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน ดังนี้ค่ะ

1. ลองปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองปัญหาในแบบใหม่
2. นำวิธีการบริหารจัดการความรู้ (KM) เข้ามาช่วย
3. ขจัดกำแพงเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ มองโลกในแง่บวกมากขึ้น
4. มองความลงตัวในภาพรวม แทนที่จะคอยหาที่ผิดในจุดเล็กๆ
5. สร้างและขยายเครือข่ายผู้ทำงานร่วมกัน และสื่อสารกันให้มากขึ้น
6. เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
7. เน้นการกระจายอำนาจ การเสริมพลัง (Empowerment)

ข้อคิดดีๆ เหล่านี้ นอกจากจะนำมาใช้สำหรับการจัดทำแผนแล้ว ทิพย์คิดว่า เรายังสามารถนำมาปรับใช้หรือปรับทัศนคติในการทำงานของเราได้อีกด้วยค่ะ

หลังจากการสัมมนาเสร็จสิ้นลง ทิพย์ก็มีโอกาสได้เก็บภาพบรรยากาศบริเวณล็อบบี้ชั้น 11 ของโรงแรมมาฝากเพื่อนๆ ด้วยค่ะ แต่เสียดายที่ต้องรีบกลับซะแล้ว ไว้ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้มาสัมมนาที่นี่อีก ทิพย์จะเก็บภาพบรรยากาศด้านนอกของชั้น 11 มาฝากเพื่อนๆ ให้ได้เลยค่ะ

Wednesday, December 8, 2010

สุขหรือทุกข์..หนทางที่เลือกได้

เมื่อประมาณปลายเดือนที่แล้ว (พ.ย.53) จนถึงต้นเดือนนี้ (ธ.ค.53) เป็นช่วงที่ทิพย์กลับบ้านช้ากว่าปกติเกือบทุกวัน เนื่องจากเป็นช่วงเลือกตั้งซ่อม ส.ส. (เลือกตั้งซ่อม ส.ส. ในวันที่ 12 ธ.ค.53) และก็บังเอิญว่าเย็นวันหนึ่ง ทิพย์เดินผ่านชั้นหนังสือประชาสัมพันธ์ของสำนักงานเขต ซึ่งปกติก็เดินผ่านทุกวันแต่วันนี้มันไม่ปกติก็ตรงที่ว่า มีวารสารฉบับหนึ่งหล่นอยู่ที่พื้น คงเพราะถูกลมพัดตกลงมาจากชั้นหนังสือนั่นเอง ทิพย์ก็เลยกะว่าจะเดินไปหยิบขึ้นไปเก็บไว้ที่เดิม แต่พอหยิบขึ้นมาดู แล้วก็พลิกๆอ่านดูเนื้อหาข้างใน ทำให้ทิพย์เปลี่ยนใจนำวารสารฉบับนี้กลับมาอ่านต่อที่บ้านทันที (ลักษณะเป็นกระดาษคล้ายแผ่นพับ 5 ท่อน มีข้อความหน้าหลัง รวมเป็น 10 หน้า สีสันสวยงาม น่าอ่านดีค่ะ และบนชั้นก็มีวารสารแบบนี้อยู่อีกหลายฉบับค่ะ) แต่ทิพย์ไม่ได้หยิบมาเป็นของตัวเองหรอกนะคะ หลังจากที่นำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแล้วก็ต้องนำไปคืนไว้ที่เดิมค่ะ เผื่อว่าประชาชนที่มาติดต่อราชการจะได้อ่านกัน

วารสารฉบับนี้ เป็นวารสารของสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 เนื้อหาภายในส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ของกรุงเทพมหานครค่ะ แต่ที่ทิพย์จะนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เป็นส่วนของเกร็ดน่ารู้ ซึ่งเป็นสาระธรรมจากหลวงพ่อชา ที่ให้ข้อคิดในเรื่องการแสวงหาความสุขของมนุษย์และแง่คิดในเรื่องของการใช้ปัญญาในการใคร่ครวญให้หลุดพ้นจากปัญหาหรือความทุกข์อย่างชาญฉลาดค่ะ

เรื่องที่ 1 คนเลี้ยงไก่

มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน คนเลี้ยงไก่คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ แล้วก็เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ในโรงเรือน เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นขี้ไก่ คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น

คนเลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บไข่ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือเขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก..

ในชีวิตคนเรา พวกเราเป็นคนเก็บ "ไข่ไก่" หรือ "ขี้ไก่" เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราไว้ในหัวของเรา และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน หรือเราเป็นคนที่เก็บ "ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆ ที่เกิดในชีวิตของเรา และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจ ฯลฯ มักจะติดอยู่ในใจของเรานานเท่านาน ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ "ไข่ไก่" กับชีวิต แล้วทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที..

เรื่องที่ 2 ปรารถนา "ปัญหา" หรือ "ปัญญา"

คำว่า "ปัญหา" กับ "ปัญญา" นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ตัวเดียวคือ "ห" กับ "ญ" ในชีวิตจริง สิ่งที่เรียกว่า "ปัญหา" นั้นก็อยู่ใกล้กับ "ปัญญา" มากเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แทนที่จะคร่ำครวญหรือตีอกชกหัว ลองใคร่ครวญดูให้ดีจะพบว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเรามองสัญญาณนี้ออก นั่นแสดงว่าปัญญาได้เกิดแก่เราแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ เปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรม หรือการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เหมาะสม และชาญฉลาด ไม่ควรมองว่าปัญหาคือ "ทางตัน" ถ้ามองให้ดี ในตัวปัญหานั้นก็มี "ทางออก" ด้วยเหมือนกัน อย่าลืมว่า สลักที่ล็อคประตูนั้นก็เป็นสลักอันเดียวกับที่ใช้เปิดประตู สวิตซ์ที่ปิดไฟก็เป็นอันเดียวกับที่ใช้เปิดไฟให้สว่าง ฉันใดก็ฉันนั้น ในคำถามก็มีคำตอบเฉลยอยู่

จะว่าไปแล้วปัญหาหรือความทุกข์ทั้งหลายไม่ได้มีไว้ให้คร่ำครวญ แต่มีไว้ให้ใคร่ครวญนั่นเอง ในความทุกข์นั้นก็มีทางออกจากความทุกข์แฝงอยู่เสมอ ความทุกข์มีขึ้นก็เพื่อสอนเราให้รู้จักหลุดพ้นจากความทุกข์ ปัญหาเกิดขึ้น ก็เพื่อสอนเราให้เกิดปัญญา ด้วยเหตุนี้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคือครูที่มีมาสอนให้เราฉลาดขึ้นนั่นเอง..

ที่ทิพย์นำเอาสาระธรรมทั้งสองเรื่องนี้มาฝากเพื่อนๆ ก็ด้วยความรักและปรารถนาดี อยากให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุขค่ะ แต่เพื่อนๆจะสุขได้ก็ต้องนำสาระธรรมนี้ไปปฏิบัติให้ได้ด้วยนะคะ ส่วนทิพย์ต้องขอตัวไปทานไข่เจียวหอมๆ ก่อนนะคะ ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ไปทานข้าวไข่เจียวด้วยกันนะคะเพื่อนๆ ^___^


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วารสารสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2553

Sunday, November 21, 2010

วันลอยกระทง - ชมโตโยต้า ลีกคัพ 2010 บุรีรัมย์ พีอีเอ-การท่าเรือไทย เอฟซี








วันนี้ (21พ.ย.53) เป็นวันลอยกระทง ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญวันหนึ่งของคนไทย ตรงกับวันขึ้น15ค่ำเดือน12 เชื่อกันว่าประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อบูชาและขอขมาต่อพระแม่คงคา แต่ทิพย์ก็ไม่ได้ไปลอยกระทงที่ไหนหรอกค่ะเพื่อนๆ เพราะวันนี้ในช่วงเย็นทิพย์เหน็ดเหนื่อยจากการไปชมการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ลีกคัพ 2010 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง บุรีรัมย์ พีอีเอ กับ การท่าเรือไทย เอฟซี ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาสัย หรือที่สนามศุภฯนั่นเองค่ะ

ไปครั้งนี้ก็ได้โทรนัดกับเพื่อนเป้า ซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่ที่บุรีรัมย์ค่ะ วันนี้ตามมาเชียร์ถึงกรุงเทพฯ ทิพย์ก็ไม่น้อยหน้าเพื่อนหรอกค่ะ แหม คนบุรีรัมย์เหมือนกันนี่คะ ด้วยใจรักจริงๆค่ะ ลงทุนซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมในราคา 200 บาท ระหว่างที่รอเพื่อนเป้า (บริเวณหน้าประตู4) ก็มีแฟนบอลของการท่าเรือฯ มาขอถ่ายรูปคู่ด้วย โอ้โห รู้สึกเหมือนเป็นดารายังงัยไม่รู้ ฮ่าๆๆ (เวอร์สุดๆ)

กลับมาพูดถึงบรรยากาศของการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ลีกคัพ 2010 กันต่อนะคะ เริ่มเกมส์ที่บุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นฝ่ายเขี่ยบอลก่อน แต่เล่นไปได้เพียงแค่นาทีที่4เท่านั้น การท่าเรือฯก็เป็นฝ่ายขึ้นนำบุรีรัมย์ พีอีเอ อย่างรวดเร็ว 1-0 แต่พอถึงนาทีที่15 บุรีรัมย์ พีอีเอ ได้ลูกจุดโทษโดยผู้รับหน้าที่สังหารจุดโทษ คือ สุเชาว์ นุชนุ่ม นั่นเองค่ะ ทำให้บุรีรัมย์ พีอีเอ ตามตีเสมอได้ 1-1 เหล่ากองเชียร์ดีใจกันได้ไม่เท่าไหร่ ในนาทีที่27 การท่าเรือฯก็ขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 จนหมดเวลาครึ่งแรก การท่าเรือฯ นำ บุรีรัมย์ พีอีเอ 2-1

ในช่วงพักครึ่งแรกก็มีการแสดงมินิคอนเสิร์ตของนักร้องขวัญใจชาวเพื่อชีวิต พี่แอ๊ด คาราบาว ซึ่งเป็นผู้ขับร้องเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ลีกคัพ นั่นเองค่ะ ก็เป็นที่ถูกใจกองเชียร์ชาวบุรีรัมย์ และสร้างความคึกคักภายในสนามได้มากเลยค่ะ

เกมส์ในครึ่งหลัง บุรีรัมย์ พีอีเอ ก็บุกเต็มที่ (ทิพย์ตะโกนเชียร์จนเจ็บคอกันเลยทีเดียว ลุ้นให้ตีเสมอให้ได้) แต่จนแล้วจนรอดก็ตามตีเสมอไม่ได้ซักที ครบ 90 นาที เกมส์ก็จบลงด้วยชัยชนะของการท่าเรือฯ 2-1 อกหักกันไปตามระเบียบ ได้รองแชมป์อีกแล้ว ครั้งที่แล้ว ไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก ก็รองแชมป์ เฮ้อ! แต่ไม่เป็นไรค่ะ นักเตะทุกคนทำเต็มที่แล้ว ปีหน้าเอาใหม่ค่ะ สู้ต่อไปเถอะ บุรีรัมย์ พีอีเอ

หลังจากที่การแข่งขันจบลง ทิพย์กับเพื่อนเป้าก็แยกย้ายกันที่หน้าสนามศุภฯ เพื่อนเป้าขึ้นรถทัวร์กลับบุรีรัมย์ ส่วนทิพย์ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีตากสิน ก่อนอื่นก็ต้องหาอะไรกินก่อน (ด้วยความหิวโซ..กินข้าวเช้า+เที่ยงประมาณ11โมง มาถึงสถานีตากสินก็ทุ่มครึ่่งแล้ว) ที่บริเวณท่าเรือตากสินได้มีการจัดงานวันลอยกระทงของเขตบางรัก มีร้านจำหน่ายสินค้าเต็มไปหมด ผู้คนก็เยอะมาก เดินเบียดเสียดกันเลยทีเดียว ติดกับท่าน้ำก็มีการแสดงโขนด้วยค่ะ ทิพย์เดินดูได้ไม่ทั่วงานหรอกค่ะ ก็อย่างที่บอกไปตั้งแต่แรกนั่นแหละว่า ทิพย์เหนื่อยล้าจากการเชียร์ฟุตบอลมานั่นเอง ก็เลยตัดสินใจไม่เดินต่อ กลับไปนั่งเลียแผลใจที่ห้องดีกว่า (หลังจากที่อกหักจากการแข่งขันในช่วงเย็น พอเกมส์จบก็นับศพทหารได้เลยค่ะ ตายเป็นเบือ!)

สุขสันต์วันลอยกระทงนะคะเพื่อนๆ อ้อ ก่อนไปก็ขอแนะนำเพลงรำวงบุรีรัมย์ ให้เพื่อนๆรู้จักกันหน่อยค่ะ (เด็กบุรีรัมย์ถ้าไม่รู้จักเพลงนี้อ่ะ เชยๆๆๆ) แหม! นี่ถ้ามีโอกาสเจอกันกับเพื่อนๆ ทิพย์จะร้องเพลงนี้ให้ฟังเลยนะคะเนี่ย ^^

บุรีรัมย์ เดี๋ยวนี้เลิกตำน้ำกิน
ท้องฟ้าก็มีนกบิน บนดินก็มีข้าวเหนียว
สาวสวยแก้มเรื่อ ไม่เชื่อก็ลองมาเที่ยว
อีสาณกำลังสีเขียว *ขอเชิญมาเที่ยวบุรีรัมย์ (ซ้ำ*)

ผ่านมาอีสาณเชิญแวะบ้านหมู่เฮา
ปวดหนักปวดเบา แวะกินข้าวกินน้ำ
ตัวดำแต่ใจขาว นั่นหนอชาวบุรีรัมย์
เช้าสายบ่ายค่ำ **ก็ไม่เคยตำน้ำกิน (ซ้ำ**)

Wednesday, November 10, 2010

COMMART COMTECH THAILAND'10 - ไปชมงานคอมมาร์ทที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์




งาน COMMART COMTECH THAILAND'10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 พฤศจิกายน 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เหตุที่ทำให้ทิพย์ต้องไปงานนี้ก็เนื่องมาจากทิพย์ขายโน้ตบุ๊คของทิพย์ให้เพื่อนไป แต่ไม่ได้ขายแอร์การ์ดไปด้วย ทำให้เล่นเน็ตไม่ได้ แล้วเพื่อนก็บ่นจังว่าไม่มีเวลาไปซื้อ ทำงานอยู่นอกเมือง ห่างไกลความเจริญ คน(เกือบ)สวยและน้ำใจงามอย่างทิพย์ได้ยินแล้วก็ทนฟังไม่ได้(ประมาณว่ารำคาญ ฮ่าๆๆ) ก็เลยอาสาไปซื้อให้ (อย่าเข้าใจผิดว่าทิพย์จะเป็นแม่พระใจบุญขนาดนั้น ไม่ได้ให้ฟรีหรอกค่ะเพื่อนๆ เห็นใจดีแบบนี้ ก็งกเป็นเหมือนกันนะ อิอิ..) และที่สำคัญที่สุดคือ การไปชมงานในครั้งนี้ทำให้ทิพย์มีเรื่องมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังในวันนี้นั่นเองค่ะ

วันเสาร์(6พ.ย.53) หลังเลิกงานก็รีบไปศูนย์ฯสิริกิติ์ทันที ไปถึงก็ตรงไปที่โซนแสดงคอมฯก่อนเลย(ชั้น2) คนเยอะมากกกกกกก..(ดูจากรูปสิคะ เดินแทบจะเบียดกันเลย) มีคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กทุกยี่ห้อเลย ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ HP DELL LENOVO ASUS ACER SONY SAMSUNG ฯลฯ โดยเฉพาะโน้ตบุ๊กรุ่นที่ทิพย์ขายให้เพื่อนไป ทิพย์ซื้อมาเมื่อสองเดือนก่อน ที่งานนี้ราคาลดลงเป็นพันเลย (นี่เพื่อนยังไม่รู้นะเนี่ย..ขอโทษด้วยนะคะคุณเพื่อน เราไม่ได้ตั้งใจจะขายให้แพงเท่าราคามือใหม่เลยจริงๆ) ที่ชั้นนี้ นอกจากจะจัดแสดงและจำหน่ายโน้ตบุ๊กแล้ว ยังมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรมป้องกันไวรัส กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หลากหลายยี่ห้อมาจำหน่ายด้วยค่ะ

หลังจากที่เดินดูที่ชั้น 2 จนทั่วแล้วก็ลงไปที่ชั้น 1 บริเวณนี้มีร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เสริมต่างๆ มาจำหน่ายเยอะแยะมาก ผู้คนก็เดินเบียดเสียดกัน(เหมือนตลาดนัดสวนจตุจักรตอนเย็นวันอาทิตย์ยังงัยยังงั้นเลยค่ะ) และแล้วทิพย์ก็เจอร้านขายแอร์การ์ดร้านหนึ่ง เหตุที่ซื้อร้านนี้เพราะอยู่ติดกับร้านจำหน่ายซิมเน็ตของดีแทค ซื้อแอร์การ์ดแล้วก็ซื้อซิมเน็ตไปด้วยเลย ประกอบกับความเมื่อยล้าจากการเดินมาเป็นชั่วโมงก็เลยตัดสินใจซื้อร้านนี้นั่นเองค่ะ
.
หลังจากที่ได้แอร์การ์ดแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทิพย์ไม่เคยลืมเลย ก็คือการเก็บภาพบรรยากาศของงานมาฝากเพื่อนๆ อีกเช่นเคย เพื่อนๆ คนไหนที่พลาดงานคอมมาร์ทครั้งนี้ อย่าเพิ่งเสียใจไปนะคะ ไว้ครั้งหน้าทิพย์จะรีบนำข่าวมาบอกเพื่อนๆ ก่อนใครเลยค่ะ

Thursday, November 4, 2010

น้ำท่วมภาคใต้ - หาดใหญ่จมบาดาล




ครั้งก่อนทิพย์ได้เล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ถึงเรื่องน้ำท่วมใหญ่ที่โคราชไปแล้ว มาครั้งนี้ก็จะพาเพื่อนๆ ลงใต้กัน เพราะช่วงนี้หลายจังหวัดทางภาคใต้ของเรากำลังประสบกับภาวะน้ำท่วมหนัก หลังจากที่หลายจังหวัดของภาคอีสานและภาคกลางต้องประสบกับอุทกภัยกันถ้วนหน้า แม้ว่าในตอนนี้ในบางพื้นที่ของภาคอีสานและภาคกลางที่ถูกน้ำท่วมนั้น ระดับน้ำได้ลดลงไปบ้างแล้ว แต่หลายหน่วยงานก็ระดมกำลังเร่งฟื้นฟูสภาพอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงทำความสะอาดถนนหนทาง เก็บกวาดขยะ สิ่งปฏิกูล กันอย่างเต็มที่ เห็นภาพข่าวแล้วก็ต้องขอชื่นชมในความเสียสละร่วมแรงร่วมใจกันของทุกคนค่ะ

ทิพย์เองก็ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมาโดยตลอด โดยเฉพาะล่าสุดที่น้ำท่วมหนักที่ตัวเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น ทำให้บางแห่งน้ำท่วมสูงถึงเกือบสามเมตร เส้นทางถูกตัดขาด ผู้คนนับหมื่นคนติดค้างอยู่ภายในบ้าน ระบบสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ล่มติดต่อสื่อสารไม่ได้ ความช่วยเหลือไม่สามารถเข้าไปถึง เนื่องจากระดับน้ำสูงและน้ำไหลเชี่ยวมาก และในวันนี้ (4พ.ย.53) ระดับน้ำที่ท่วมสูงเริ่มลดลงแล้ว ประชาชนเริ่มมาเก็บกวาดขยะ ทำความสะอาดบ้านเรือน แม่ค้าที่ค้าขายอยู่ในตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นแหล่งการค้าสำคัญใจกลางเมืองหาดใหญ่ ก็ทยอยเข้าเปิดร้านทำความสะอาด เช็คสภาพสินค้า บางส่วนก็นำมาขายลดราคาแบบยอมขาดทุนกันเลยทีเดียว ส่วนในบางพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ก็เร่งสูบน้ำเพื่อระบายน้ำลงทะเลอย่างเร่งด่วน และคาดว่าน้ำจะลดลงจนแห้งสนิทภายในสัปดาห์นี้

เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดเกิดขึ้นคือ การเสียชีวิตของปลัดอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดอุบัติเหตุเรือล่มขณะเข้าไปให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยเมื่อกลางดึกวันที่ 1พ.ย.53 ก่อนเกิดเหตุปลัดอำเภอผู้นี้เร่งรีบที่จะไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจนลืมสวมชูชีพฝ่ากระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและแรงมาก กระแสน้ำได้พัดจนเรือโดยสารล่มและเป็นเหตุให้ตัวเองต้องเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ นับเป็นตัวอย่างของบุคคลซึ่งเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นตัวอย่างของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถไม่ห่วงชีวิตตัวเอง ขอชื่นชมจากใจจริงค่ะ

ถึงอย่างไรน้ำใจของชาวไทยก็ไม่เคยแห้งเหือด ความช่วยเหลือต่างๆ ข้าวของบริจาคยังคงทยอยสู่พี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่ขาดสาย หากเพื่อนๆ ต้องการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเปิดบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เป็นบัญชีประเภท KTB Charity Account ในนาม "ธนาคารกรุงไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" สามารถบริจาคได้ทุกสาขา ไม่เสียค่าธรรมเนียมโอนเงิน ไม่ต้องจำชื่อบัญชี เลขที่บัญชี และชื่อสาขา โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะถูกนำส่งกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปบรรเทาความเดือนร้อนของผู้ประสบภัยค่ะ

ทิ้งทายกันนิดด้วยข่าวฮอตของคนฮอตอย่างคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าว พร้อมทีมงานของช่อง 3 ซึ่งในขณะนี้หลายๆ คนดูเหมือนจะยกให้เป็นฮีโร่ไปซะแล้ว ด้วยความที่คุณสรยุทธ์และทีมงานลงลุยไปทุกพื้นที่ที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ ทั้งนำเสนอข่าวและช่วยเหลือชาวบ้านจนกลายเป็นขวัญใจของผู้ประสบภัยไปแล้ว ถ้าเพื่อนๆ ได้เข้่าไปอ่านในเว็บบอร์ดหลายๆเว็บ จะทราบว่าฮิตฮอตแค่ไหน บางคนยกให้เป็นฮีโร่ บางคนถึงขั้นบอกว่า ถ้าสมัยหน้าคุณสรยุทธ์ลงสมัครรับเลือกตั้งรับรองว่าได้เป็นนายกแน่นอน..ก็ว่ากันไปค่ะ แต่เมื่อเช้านี้ทิพย์ดูรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ของทางช่อง 3 คุณสรยุทธ์ได้ออกมาพูดแล้วว่า ตนทำตามหน้าที่เพื่อนำเสนอข่าวและช่วยเหลือชาวบ้านด้วย ไม่อยากให้เอาไปเปรียบกับทางหน่วยงานราชการ ตนทำหน้าที่ของสื่ออะไรที่ช่วยเหลือกันได้ก็ทำอย่างเต็มที่ไม่รั้งรอ หน่วยงานราชการหลายๆ หน่วยก็ทำงานกันอย่างเต็มที่เหมือนกัน..เห็นไหมล่ะคะ ว่าเขาฮอตแค่ไหน

ในความเห็นของทิพย์ไม่ว่าคุณสรยุทธ์หรือใครหรือหน่วยงานไหนก็ตาม ในเวลานี้ทุกคนต่างช่วยกันอย่างเต็มที่ ไม่อยากให้นำมาเปรียบเทียบกัน หรือคิดว่าสือทำหน้าที่ได้ดีกว่ารัฐบาล หรือสื่อสามารถเร่งระดมความช่วยเหลือและกระจายไปสู่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้เร็วกว่ารัฐบาล หากการที่สื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเร็วกว่ารัฐบาลจริง ก็เป็นการดีที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และตามด้วยการช่วยเหลือจากภาครัฐ การเยียวยา และแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยได้ผ่านพ้นไป ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ต่างหากล่ะคะที่เราทุกคนควรจะคิดและลงมือทำ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ขอขอบคุณภาพจาก


Monday, November 1, 2010

งานบ้านและสวนแฟร์2010 - เมืองทองธานี







เมื่อวาน(วันอาทิตย์ที่31ต.ค.53) มีโอกาสได้ไปงานบ้านและสวนแฟร์2010 ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30ต.ค.53-7พ.ย.53 ทิพย์ได้นัดกับน้องเบียร์ไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนจนลืมไปแล้วว่ามีนัดไปงานนี้ นึกได้อีกทีก็ตอนที่น้องเบียร์โทรมาหานั่นแหละ อ้อ ต้องแนะนำตัวน้องชายกันนิดนึง น้องเบียร์เป็นเด็กบุรีรัมย์ (ประมาณว่าคนบ้านเดียวกัน) ตอนนี้กำลังเรียนครุศาสตร์สถาปัตย์ อยู่ที่ ม.พระจอมเกล้าลาดกระบัง ชอบแต่งบทกวี ชอบถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ (โดยเฉพาะตัวเอง..อ้อ ไม่ใช่ๆ ถ่ายภาพทุกอย่างที่ขวางหน้า) เท่าที่เคยเห็นผลงานฝีมือแต่งภาพกราฟฟิคใช้ได้เลยน่ะ..เป็นน้องชายที่นิสัยดี ขยันและตั้งใจเรียน และออกแนวเพ้อฝันนิดนึง 555+ ยังงัยก็ขอให้ตั้งใจเรียนต่อไป จะได้มีอนาคตที่ดี ขอให้ได้เป็นครูอย่างที่ตั้งใจไว้ละกัน สู้ๆ..


หลังจากที่แนะนำน้องชายไปแล้ว ก็กลับมาเล่าต่อถึงบรรยากาศของงานบ้านและสวนแฟร์2010 กันต่อ เดินทางถึงเมืองทองฯ ก็ได้เวลาเปิดเข้าชมงานพอดี (9.30น.) ก่อนเข้างานก็ไม่ลืมไปลงทะเบียนที่จุดรับลงทะเบียนกันก่อน (รับแจกหนังสือฟรี) เริ่มสำรวจบริเวณงานกันที่บริเวณจัดการประกวดสวนแห่งความทรงจำ ที่จุดนี้จะมีสติ๊กเกอร์ให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมงานนำไปติดหน้าป้ายของสวนที่ประกวด ซึ่งมีทั้งหมด 10 สวน..แอบบอกว่าทิพย์โหวตให้ "สวนบ้านนอก" (ในรูปที่มีจักรยานค่ะ) เหตุผลที่โหวต(ติดสติ๊กเกอร์ให้)ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ชอบนั่นเองค่ะ คือ เห็นแล้วรู้สึกคิดถึงบ้าน ให้ความรู้สึกสงบ เหมือนได้กลับไปอยู่ที่บ้าน ส่วนน้องชายเห็นบอกว่าชอบน้ำก็เลยไปโหวตให้สวนอื่นไป


ถ่ายภาพสวนกันจนพอใจก็เดินไปต่อที่บริเวณประกวดกล้วยไม้ บอกได้เลยว่า กล้วยไม้แต่ละต้นที่เข้าประกวด สวยมากๆ เลยค่ะ ด้วยความที่ทิพย์ชอบกล้วยไม้เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ก็เลยกดชัตเตอร์เป็นว่าเล่น ได้ภาพมาเพียบ..จนน้องต้องตะโกนเรียกว่าพอได้แล้วพี่ไปจุดอื่นกันต่อ เดี๋ยวจะเดินดูได้ไม่ครบทุกจุด ถ้าเวลาเหลือค่อยเดินมาถ่ายภาพกันใหม่ ก็เลยจำเป็นต้องตัดใจจากกล้วยไม้ไปก่อน (เฮ่อ..สุดท้ายก็ไม่ได้กลับมาถ่ายภาพกล้วยไม้อีกหรอกค่ะเพื่อนๆ พอเดินจนครบทุกจุดแล้ว ก็ได้เวลากลับพอดี)


ที่บริเวณจำหน่ายพรรณไม้ มีพรรณไม้มาแสดงและจำหน่ายเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอก ไม้ประดับ รวมไปถึงผักและผลไม้บางชนิด เช่น พริก ฝรั่ง ละมุด แต่ร้านที่ทิพย์หยุดชมก็คงไม่พ้นร้านจำหน่ายกล้วยไม้อีกนั่นแหละค่ะ สวยๆทั้งนั้น เลือกไม่ถูก (สุดท้ายก็เลยไม่ได้กลับมาสักต้นเลย555+)


ไปกันต่อที่บูธรับจัดและตกแต่งสวน จุดนี้ก็สวยจริงๆค่ะ โดยเฉพาะบูธที่ตกแต่งด้วยม่านน้ำ พรรณไม้ และแสงไฟ สวยงามทีเดียวค่ะ


และแล้วก็มาถึงบริเวณจัดแสดงบ้านตัวอย่าง ซึ่งเป็นไฮไลน์ของงานเลยค่ะ เป็นการจัดแสดงบ้านตัวอย่างในแนวคิด "อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ" และตรงจุดนี้ก็มีหลายบริษัทนำผลงานมาแสดงและให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างบ้านและตกแต่งบ้าน มีหลายแบบ หลายสไตล์ แล้วแต่ความชอบของลูกค้าค่ะ มีทั้งบ้านน็อคดาวน์ที่สามารถถอดประกอบได้ (ทิพย์เข้าไปชมภายในบ้านแล้วน่ารักดีค่ะ ขนาดกะทัดรัดเหมาะแก่การอยู่คนเดียว) มีบ้านไม้แดง เป็นบ้าน 2 ชั้น ทำจากไม้แดงทั้งหลัง ขนาดกำลังดี เป็นสัดส่วนมีซุ้มอยู่ข้างๆบ้าน (เห็นแล้วก็อยากได้ซักหลังค่ะ..ชอบที่สุดในบรรดาบ้านตัวอย่างที่นำมาจัดแสดง) นอกจากนี้ก็ยังมีบ้านตัวอย่างอีกหลายหลังค่ะ เพื่อนๆต้องไปชมกันเอาเอง บอกได้เลยค่ะว่าสวยทุกหลัง แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหนค่ะ


นอกจากจะมีบ้านตัวอย่างและสวนมาจัดแสดงแล้ว ยังมีของตกแต่งบ้านหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ประตูบ้าน รั้วบ้าน อ่างอาบน้ำ ผ้าม่าน โซฟา และอีกมากมาย บรรยายไม่หมดค่ะ ไว้ให้เพื่อนๆ ไปชมเองดีกว่า ยิ่งถ้าเพื่อนๆ ชอบตกแต่งบ้านด้วยแล้วล่ะก็ รับรองเลยว่าต้องอดใจไม่ไหว คงได้ของติดไม้ติดมือมาเยอะแยะเลยล่ะค่ะ


ถึงงานนี้ทิพย์จะไม่ได้ซื้อของตกแต่งบ้านมาเลย นอกจากปุ๋ยใส่กล้วยไม้ที่เลี้ยงไว้หลังห้อง และนิตยสารอีกหนึ่งเล่ม แต่ที่ทิพย์ได้กลับมาแน่นอนคือ ภาพความประทับใจในความสวยงามของสวนสวย กล้วยไม้งาม รวมถึงภาพบรรยากาศของงาน ซึ่งได้นำมาเป็นของฝากให้กับเพื่อนๆ ยังงัยล่ะคะ

Friday, October 29, 2010

ขึ้นศาลครั้งแรกในชีวิต..


ไปขึ้นศาลครั้งแรกในชีวิต เมื่อวันที่ 26 ต.ค.53 ที่ศาลแขวงพระนครใต้ ซอยเจริญกรุง72/1 ถ.เจริญกรุง เหตุที่ต้องไปขึ้นศาลในครั้งนี้ก็เนื่องมาจากเรื่องงานค่ะ ประชาชนเขาฟ้องร้องกันแล้วอ้างเรา(หน่วยงาน)เป็นพยาน และทิพย์ก็ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นพยานที่ศาลในครั้งนี้นั่นเองค่ะ
.
ไปถึงศาลก็ประมาณแปดโมงครึ่ง โอ้โห ที่ศาลน้ำท่วมค่ะเพื่อนๆ สงสัยจะเป็นช่วงเวลาที่น้ำขึ้นพอดี ทีแรกก็ตกใจ นึกว่าจะเข้าศาลไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่รปภ.บอกว่า เข้าได้แต่ต้องลุยน้ำกันนิดหน่อย ก็ไม่เป็นไรค่ะ ไปถึงทันเวลาเป็นอันใช้ได้ เห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาเขตเรา(บางคอแหลม)เข้ามาดูแล ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างนี้ก็น่าชื่นชมค่ะ
.
หลังจากที่ทำหน้าที่เสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี (น้ำก็ลดลง ไม่ท่วมแล้วค่ะ) น้องเขมบอกว่าระหว่างที่รอทิพย์ ได้เดินไปเจอร้านข้าวแกงอยู่ริมน้ำ บรรยากาศดี ทิพย์ก็เลยบอกว่าให้นำทางไปเลย เพราะต้องรีบกลับเข้าสำนักงานในช่วงบ่าย

พอเดินลงจากศาลก็เลี้ยวขวา เดินอีกนิดเดียวก็ถึงร้านแล้วค่ะ อาหารที่นี่ราคาไม่แพง รสชาติก็ใช้ได้ แต่ที่ชอบก็คือบรรยากาศริมแม่น้ำนี่แหละ ช่วยทำให้เจริญอาหารจริงๆ นั่งทานไปมองแม่น้ำเจ้าพระยาไปข้าวหมดจานตอนไหนก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ ทิพย์แอบไปกระซิบถามแม่ค้าว่า เปิดขายทุกวันหรือเปล่า แม่ค้าบอกว่า เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ก็เลยบอกแม่ค้าไปว่า แล้วจะมาอุดหนุนบ่อยๆ เป็นลูกค้าขาประจำกันไปเลย เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พัก แม่ค้าก็อัธยาศัยดี เป็นกันเองดีค่ะ
.
ถ้าวันไหนว่างๆ เพื่อนๆน่าจะลองไปนั่งทานดูนะ ไม่แน่นะคะ เพื่อนๆอาจจะชอบบรรยากาศของที่นี่เหมือนทิพย์ และอาจกลายเป็นลูกค้าขาประจำของที่นี่เลยก็ได้ (ไม่ได้รับค่าโฆษณาจากทางร้านแต่อย่างใด เป็นความชื่นชอบส่วนตัวจริงๆค่ะ)